This is my personal space.

19 Sep

เหมือนจะเป็นอะไรที่บอกคร่าวๆถึงบล็อกนี้

นี่เป็นบล็อกส่วนตัวของเรา เพราะงั้นความเห็นและความคิดทั้งหมด

ก็จะมาจากความเห็นส่วนตัว ผิดหรือไม่ถูกหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ

เพราะงั้นกรุณาอย่าออกความเห็นแง่ก่อกวน หรือหาเรื่องนะคะ ^^

ยินดีต้อนรับทุกคนเข้าสู่บล็อกน้อยๆของเรา ณ ที่แห่งนี้

เรื่องราวมันอาจไร้สาระบ้าง มีสาระบ้าง

ก็อ่านกันเพื่อความสนุก (?) สนานนะคะ ฮาาา

ขอต้อนรับทุกคนค่ะ *โค้ง*

120215 วีซ่า D-4 ไม่ยากอย่างที่คิด….เหรอออออ

15 Feb

จากเอนทรี่ที่แล้วได้บอกว่ากำลังจะไปสัมภาษณ์วีซ่า ปรากฏว่า…….

ได้มานอนกอดสมใจแล้ว อรั้ยย่ะ!!!!!!!!!!!! ดีใจจนอยากจะกรี้ดไปดาวลูกเป็ด

ที่จริงไม่ค่อยกล้าเล่ารายละเอียดที่ละเอียดมาก เพราะเหมือนเป็นการโชว์โง่ตัวเอง

อย่างเหลือร้าย แต่เอาเต้อะ เพื่อเป็นวิทยาทาน และเป็นประสบการณ์ที่ดี(?)ครั้งนึงในชีวิต

 

ในใบนัดหมาย นัดไว้เวลา 13.30 น. – 16.00 น. ก็เลยคิดว่าไปถึงสักบ่ายสองน่าจะโอเค

พอไปถึงก็ยืนงงๆกับตรงที่กดบัตรคิว (อีกแล้ว) คือตอนไปยื่นเอกสารก็งงกับที่กดบัตรคิว

แต่คราวนี้งงกว่าเพราะไม่มีคำว่าสัมภาษณ์มีแต่ปุ่ม ยื่นขอ – รับ วีซ่า เลยเหล่ถามป้าแม่บ้าน

สรุปก็คือให้กดปุ่ม ยื่นขอ – รับวีซ่า ทั้งตอนมายื่นเอกสารและมาสัมภาษณ์นั่นแหละ

หลังจากติดต่อเจ้าหน้าที่ ตอนแรกคิดว่ารอสัมภาษณ์เลย แต่ไม่ใช่แฮะ

กลับได้เอกสารมา 1 ใบ ด้วยความรีบร้อนเลยถ่ายรูปมาไม่ทัน

เอกสารนี้จะมีคำถามเกี่ยวกับตนเองคร่าวๆ คล้ายๆกับใบขอวีซ่า

แต่ว่าจะละเอียดกว่านิดหน่อย คำถามเท่าที่จำได้ก็มี จุดประสงค์ในการไปเกาหลี

ประวัติครอบครัวพ่อแม่พี่น้องกี่คน ประวัติทางการเงินแบบมีรายได้ไหม

รายได้ต่อเดือน รายได้ต่อปี ประวัติการศึกษาเรียนจบจากที่ไหน สถาบันไหน

แล้วก็ให้เขียนที่อยู่ที่เกาหลี หรือคนเกาหลีที่ไว้ติดต่อยามฉุกเฉิน

กรอกเสร็จก็รอเรียกสัมภาษณ์ได้เลย ตอนที่นั่งรออยู่ก็แทบไม่มีคนนั่งอยู่แถวนั้น

เห็นผู้ชายเนิร์ดๆ 1 คน และผู้หญิงอีกคนด้านหลัง ก็คิดว่า

คงต้องรอสองคนนี้สัมภาษณ์ก่อนสินะ เพราะว่าเรามาช้ากว่า ทว่านั่งไปได้อึดใจเดียว

แบบแป๊บเดียวมากๆๆๆ เจ้าหน้าที่ก็พูดออกไมค์อะไรสักอย่างเป็นภาษาไทย

ที่เราจับใจความไม่รู้เรื่อง 5555  ผู้หญิงด้านหลังก็ไปยืนงงๆที่หน้าห้องสัมภาษณ์ห้องที่1

เราก็ยังนั่งชิล จนเหมือนเจ้าหน้าที่มองมาที่เรา เราก็เลยสังหรณ์ใจแปลกๆ

วิ่งไปที่เคาน์เตอร์ พี่เค้าก็บอกว่า เข้าไปพร้อมกับอีกคนได้เลย ห้องเดียวกันเลย

ใจเราก็แบบ เฮ้ยยยยยย เร็วไปไหม แต่ก็ต้องเดินเร่งไปห้องสัมภาษณ์

ผู้หญิงคนนั้นก็หันมาถามเราว่า “เข้าไปด้วยกันใช่มั้ยคะ” เราก็พยักหน้า

แล้วก็เข้าไปพร้อมกัน หายใจลึกๆพร้อมคิดในใจว่า  “ตายแน่ตรูคราวเน้”

 

เข้ามาในห้องด้านเรามีเก้าอี้สองตัว เรานั่งทางซ้าย และด้านหน้ามีกระจกกั้น

มีเจาะรูไว้ให้เสียงผ่านมาได้ และตรงหน้าก็เป็นลุงแก่ๆหนึ่งคน แต่ก็แต่งตัวภูมิฐานนะ

เราเลยทักทายด้วยเกาหลีง่อยๆไปนิดหน่อย จากนี้ไปท่านทูตพูดกับเราเป็นภาษาอังกฤษ

แต่ ณ จุดนี้จำเป็นอังกฤษไม่ได้แล้ว เลยขอจำลองเหตุการณ์เป็นภาษาไทยนะจ้ะ

ประโยคแรกหลังการทักทายก็คือ “รู้ใช่ไหมว่า ….กับซอกังอยู่ใกล้ๆกัน”

คือตอนนั้นด้วยอารมณ์งงปนตื่นเต้น เราเลยฟังไม่ทันว่าที่ไหนกับซอกัง

แต่ก็ตีมึนคิดว่าเออออห่อหมกไปก่อนก็ได้ฟร้ะ 5555 เรากับอีกคนก็ตอบพร้อมกันว่าค่ะ 

แล้วก็ถามเราอีกว่า “มาด้วยกัน รู้จักกันมาก่อนใช่ไหม” เราสองคนก็ส่ายหัวดุ้กดิ้ก

พร้อมทั้งมองหน้ากัน เราตอบว่าเปล่า ส่วนอีกคนเค้าตอบว่า เพิ่งเจอกันครั้งแรกประมาณนี้

หลังจากนั้นท่านทูตก็หันมาทางเราอย่างเต็มตัว ก็นึกในใจว่า ขอให้รอดด้วยเถิดดด

ภาษาอังกฤษของท่านทูตทำเรามึนมากมาย ที่จริงก็ไม่ได้เลวร้ายนะ

แต่ด้วยความห้องมันกระจกกั้น แล้วมีรูให้เสียงรอดออกมา เราเลยฟังไม่ถนัดเท่าไหร่

ท่านทูตถามว่าเรียนที่ไหนจบปีไหน เราก็เลยตอบว่าเรียนวิศวะคอมที่เกษตรมา จบปี 2009

และถามต่อว่า “%#&()$)*(*#$ work %#)(&)#”  เราก็งงๆว่า อะไรงานๆวะ

เลยตอบไปว่าอ่อ ทำ system admin ค่ะ ท่านทูตก็เหมือนงง เราก็งง

ทูตก็เลยหันไปทางผู้หญิงคนข้างๆ แล้วพูดอีกรอบ ผู้หญิงคนข้างๆก็หันมาช่วยเรา

คราวนี้เราฟังก็เข้าใจแล้ว อ๋ออออ ถามเราว่าหลังเรียนจบเราทำงานที่ไหน

เราเลยตอบว่า ทำงานที่มหิดลเกือบๆสองปี ตอนนั้นในใจคิดว่า

“อังกฤษตรูด๋อยขนาดนี้เลยเหรอวะ เฮือก” ท่านทูตถามว่าเรียนจบวิศวะคอมเหรอ

เราก็ตอบว่า ค่ะ เค้าถามต่อว่า “ทำไมถึงอยากไปเรียนภาษาที่เกาหลี”

เราก็เลยตอบว่า เราอยากเป็นล่ามในสายงานคอมพิวเตอร์ ทำกับบริษัทเกาหลีในไทย

พอฟังเสร็จท่านทูตก็ตาโตแบบ จริงอ่ะ ไม่อยากเชื่ออะไรประมาณนี้

ณ ตอนนั้นเรารู้สึกถึงความโดนดูถูกนิดๆอ่ะนะ =___= เค้าก็ถามต่อว่า

“เรียนเสร็จแล้ว จะทำอะไรต่อ”  เราก็ตอบว่า “จะกลับเมืองไทยมาทำงานสิคะ”

เค้าก็ถามต่อทันทีว่า “เรียนแค่หกเดือนคิดว่าพอเหรอ”  เราก็ตอบไปทันทีว่า

” หกเดือนขั้นแรกค่ะ ตอนนั้นจะดูว่าสกิลถึงพอกลับหรือยัง แต่ความเห็นส่วนตัวแล้ว

คงเรียนต่อประมาณ 1 ปี ” ที่จริงเหมือนจะถามเยอะๆกว่านี้นะ แต่ช่วงเวลาการสัมภาษณ์

เป็นหลุมดำในซีรีเบลั่มมาก ออกมาจากห้องก็จำอะไรไม่ค่อยได้เลย

ท่านทูตก็ถามไปจดอะไรยุกยิกไป ระหว่างนั้นก็นึกในใจว่า ในรีวิวตามบล็อกที่เคยอ่าน

เค้าบอกว่าสัมภาษณ์ 5 นาทีเสร็จ ถึงเราจะไม่มีนาฬิกา แต่มั่นใจว่าตอนนี้แค่เราคนเดียว

ก็โดนสัมภาษณ์ไปอย่างต่ำสิบนาทีแล้วนะ (ปาดเหงื่อ) ท่านทูตถามต่อว่า

“จบวิศวะคอมเลยนะ ทำไมถึงไปเรียนภาษาล่ะ” อะไรประมาณนี้ ฟังเสร็จก็แบบ

โว้ะ!!! อีกแล้ว หนูจบวิศวะคอมแล้วทำไมเหรอคะ!! คือที่จริงมีคำถามนึง

เหมือนถามเกี่ยวกับงานที่ทำอะไรประมาณนี้ล่ะ เราก็ตอบว่าออกจากงานไปเรียนต่อภาษา

ท่านทูตก็ทำตาโต แล้วบ่นซัมติงที่เราไม่รู้เรื่อง ในใจเราก็รู้สึกว่าเค้าคงมองว่า

งานด้านวิศวะมันดูหรูหราไฮโซในสายตาของเค้ามั้งนะ  เราเองก็เลยตอบไปว่า

“ตัวเราเองคิดว่า เก่งแค่ด้านคอมอย่างเดียวไม่พอนะ คนเราควรมีความสามารถ

ในหลายๆด้าน อย่างเรา เราก็อยากเก่งด้านภาษาอีกทาง ถ้าเก่งทั้งด้าน technician

และ ภาษา เรามั่นใจว่ามันจะดีสำหรับอนาคตเรา “ประมาณนี้แล้วท่านทูตก็พยักหน้าๆ

พลางจดยุกยิกในใบสัมภาษณ์ แล้วก็หันไปหาอีกคนสัมภาษณ์ต่อ

 

วินาทีนั้นเราโล่งเบาๆที่เสร็จซะที แต่ก็รู้สึกว่าให้สัมภาษณ์ด้วยภาษาอังกฤษ

ที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะก่อนหน้าที่ให้สัมภาษณ์วันนึง เราก็นั่งคิดเล่นๆว่า

ควรจะพูดประมาณไหน ใช้คำประมาณไหน แต่เอาเข้าจริง ด้วยความตื่นเต้น

ก็รู้สึกใช้ศัพท์ธรรมด้าธรรมดา ไม่ค่อยทางการกับท่านทูตไป ชเวซุงฮัมนิดา T_T

เพิ่มเติม : อันนี้ตอนไหนจำไม่ได้ เหมือนท่านทูตถามเราว่าพูดเกาหลีได้บ้างไหม

เราเลยบอกว่า นิดหน่อยค่ะ โชกึมมัน พอมานึกตอนนี้ อับอายไปโลกหน้า

พูดเกาหลีกับท่านทูตทำแป๊ะอะไรคะ =[]= เหมือนเค้าจะขำเบาๆด้วยอ่ะ อายยยยยยย

เราก็นั่งฟังเพลินๆตอนที่ท่านทูตสัมภาษณ์อีกคน ก็ผ่านไปสักพักเหมือนกัน

พอเสร็จท่านทูตก็อธิบายว่า พอไปถึงให้ไปทำเอเลี่ยนการ์ดภายใน 90 วันหลังจากไปนะ

และตอนพูดเนี่ยก็หันไปทางผู้หญิงด้านขวาตลอดเวลา กลัวเลยสิเรา  -____ – /////

นึกในใจว่า ทำไมบอกแต่ทางนั้น หรือตรูไม่ผ่านวะ จิตตกมากกก แต่พอพูดจบ

ก็หันมาด้านเราคำเดียวว่า “(ไอ้ที่พูดตะกี้น่ะนะ) โอเค้???” เรารีบตอบเลยว่า โอเค!!!!

เข้าใจๆ ผ่านใช่ไหม โฮฮฮฮฮฮฮฮฮ และแล้วก็โดนไล่ออกมาเดินไปหาเจ้าหน้าที่

เค้าบอกว่าให้รอเรียกแปบนึง เลยนั่งรออยู่กับอีกคนที่เข้าสัมภาษณ์ด้วยกัน

และแล้วก็สานสัมพันธ์กัน พูดคุย ได้เพื่อนใหม่มาอีกคนเลย ชื่อว่าพี่เบส

ทำงานพยาบาลอยู่ที่รพ.ชื่อดัง จะไปเรียนภาษาที่ยอนเซสปริงนี้เหมือนกัน

แอบแลกมงแลกเมลล์กันเบาๆแล้วด้วย ^___^ นั่งไม่นานนักก็ได้ใบวีซ่ามาแล้วค่า

ที่ตลกอย่างนึงคือ ตั้งแต่ยื่นเอกสารจนได้รับ พี่เจ้าหน้าที่ก็นึกว่าข้าพเจ้าขอเป็นวีซ่า D-2

อายุ 1 ปี  แต่พี่เค้าน่ารักอ่ะ ดูอายุไม่ห่างกับเราเท่าไหร่ดูมึนๆดี 55555

 

ที่จริงถ้าจะถามว่าสัมภาษณ์ยากไหม ก็ไม่ได้ยากเข็ญใจขนาดนั้น

แต่เราว่าเราคงได้เจอท่านทูต ที่อารมณ์เหมือนสัมภาษณ์เข้าทำงานมากไปหน่อย

ดูท่านถามอะไรมากมายกว่าที่อ่านจากรีวิว และดูออกแนวจะเรื่องไม่ค่อยเกี่ยวกับ

คำถามพื้นฐานในงานต่อวีซ่าสักเท่าไหร่ เหมือนถามทัศนคติต่ออาชีพ

ใช้สัมภาษณ์ทำงานมากกว่า แต่เอาเต้อะ ผ่านมาแล้ว ได้วีซ่ามาแล้ว

จากนี้ไปก็เหลือเตรียมตัว เตรียมใจ สิ่งของ และที่แอบกลัวหน่อยๆคือ

เตรียมสอบทางโทรศัพท์อาทิตย์หน้านี้ล่ะ เฮือก

120210 เดือนกุมภามาไวเหมือนโกหก

10 Feb

กลายเป็นบล็อคที่เขียนเดือนละครั้งไปซะแล้ว ;___; 

ช่วงเดือนที่ผ่านมาชีวิตก็เรียบๆเรื่อยๆ จนมากระทั่งปลายเดือนจนถึงต้นเดือนนี้ล่ะ

ที่อะไรๆก็วุ่นวายขึ้นเรื่อยๆอย่างบ้าคลั่ง เริ่มจากเรื่องมีสาระก่อนละกันเนอะ

 

เรื่องแรก ตั๋วเครื่องบิน ได้มาแล้ววว

ในที่สุด!! ก็จะเดินทางแล้ว เพิ่งซื้อตั๋วเครื่องบินวันนี้ ย้ำว่าวันนี้ !!!

(วันนี้ของข้าพเจ้าคือ 8 กพ. ใช้เวลาเขียนบล็อกนานสามวัน =__=)

ไม่ซื้อสักอาทิตย์ก่อนไปเลยล่ะ สาลี่ T^T เดินทางโดย korean air 

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ เวลา 00.15 ถึง 7.25 น แล้ววันกลับเป็น 15 ธันวาก่อน ตั๋วอายุหนึ่งปี

ราคาที่จ่ายไปก็ 28,850 บาท เลือดซิบเลยทีเดียว

เฮ้อ สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ตั๋วโลว์คอสอย่างที่เคยตั้งใจไว้ตอนแรก เพราะจินแอร์เต็ม

สายการบินอื่นก็ราคาเท่าๆกับตั๋วไม่โลว์คอส มาปิ๊งวั้บกับ t’way

แต่ดั๊นเปลี่ยนแปลงระบบขั้นใหญ่ ตารางบินปีหน้าไม่ออก เลยซื้อตั๋วปีไม่ได้

ทั้งโทรไปอ้อนวอนแล้ว ปนข่มขู่แล้ว จน call center t’way

น่าจะจำเคสของผู้หญิงเสียงดุๆที่ชื่อดวงตาได้แล้วล่ะมั้ง (หัวเราะ) 

ล่าสุดให้พี่ปาล์มโทรไปอีกรอบ เผื่อตารางบินปีหน้าออก

ทาง call center ก็เหมือนจะรับรู้ได้ว่าต้องเป็นหมู่เพื่อนพ้องของดวงตาแน่นอน  55555

 

เรื่องที่สอง การโอนค่าเทอมไปเกาหลี ด้วยธนาคารไทยพาณิชย์

ที่เลือกใช้ธนาคารและยอมเสียค่าธรรมเนียม

(ค่าธรรมเนียมการโอนของ scb เป็น 1300 บาท โดยคิดเป็น

ค่าธรรมเนียมการโอนในไทย 500 และค่าธรรมเนียมที่เกาหลี 800 บาท )

ก็เพราะว่าเงินที่เราโอนไป เป็นไม่ใช่น้อยนะคะเป็นหลักหลายหมื่นปลายๆเกือบแสนทีเดียว

เพื่อความปลอดภัยจึงแนะนำการโอนผ่านธนาคารดีกว่าล่ะ

และเมื่อปลายเดือนที่แล้วก็ไปจ่ายค่าเรียนที่ scb สาขาสยามมา

เพราะคิดว่าสาขาสยามน่าจะอินเตอร์เทคโนโลยีมากกว่าสาขาอื่น

แต่ก็คิดผิดอ่ะนะ นอกจากซวยเนื่องจากเรทเงินดอลล์ที่สูงลิบลิ่วของวันนั้นแล้ว

ทางธนาคารยังไม่มี transfer rate เรทเงินเวลาโอนเงินต่างสกุล ให้เราอีก

เค้าก็เลยเทียบเป็น buying rate เรทซื้อขายหน้าธนาคารแทน

แล้วค่าเงินวันนั้น 0.031 เชียว พอคำนวณเสร็จแทบหน้ามืดจะเป็นลม

เพราะเค้าประมาณมาให้เกือบเก้าหมื่นบาท เดือดร้อนเป็นอันมาก

จนโทรศัพท์เร่งด่วนไปหาพี่นี้ด สรุปเป็นอันว่า ทาง scb เลยให้อิชั้นอนุมานตัวเอง

เป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารประมาณ  transfer rate เอง

เราก็เลยมั่วไปว่า 0.028 ละกันนะคะ ก็เลยผ่านมาได้อย่างเหงื่อตก

แต่ไม่ต้องกังวลไป ในอีเมลล์ที่เค้าระบุเรื่องการจ่ายตังเค้าก็บอกมาแล้วล่ะว่า

ถ้าจ่ายเกินหรือขาดก็ไม่เป็นไรนะ ค่อยไปให้เพิ่ม หรือ ขอคืนที่หลังได้

เมื่อเราไปถึงเกาหลีแล้ว แต่ก็อย่าให้มันมากเวอร์แบบค่าเรียนจริงแปดหมื่นบาท

เราโอนไปหกหมื่นบาทอะไรอย่างนี้มันก็ไม่ไหวเกิ๊น อ้อ หลักฐานการจ่ายค่าเรียนก็ต้องมี

สมุดบัญชีธนาคาร บัตรประชาชน เอกสารรับเราเข้าเรียน

และแจ้งค่าเทอมจากมหาวิทยาลัย ซึ่งของเราเป็นอีเมลล์ แล้วก็พาสปอร์ต

ตัวพาสปอร์ตนี่ เราไม่ได้เอาไปนะ แต่ที่จริงแล้วทางธนาคารบอกว่า มีจะดีกว่า

แต่เราลืมอ่ะ T_T สรุปเป็นวันที่สาลี่เจ็บปวดมากทีเดียว ทั้งเรทเงินดอลแพงกว่าวันอื่นๆ

แถมเจ้าหน้าที่ scb ที่นึกว่าหล่อ แอบปลื้มใจว่าอย่างน้อยก็มีอะไรชุ่มชื่นหัวใจ

ที่ไหนได้เป็นเกย์เฉยเลย เสียใจ ;___;

หลังจากจ่ายเงินแล้วก็สแกนสลิปส่งให้ซอกัง จำได้ว่าตั้งแต่วันศุกร์

แล้วพอวันอังคารก็ยังกริบ ตอนนั้นใจเสียไปแล้วนะ เพราะวันที่ไปจ่ายเงินที่ scb

พี่ที่เป็นเกย์คนนั้น -,,- ก็บอกว่า ปกติโอนเงินไปต่างประเทศ

เค้าควรมีเอกสารการแจ้งจ่ายที่เป็นทางการ อย่างเป็นมหาวิทยาลัย น่าจะมีเอกสาร

บวกตราปั๊มมหาวิทยาลัยอะไรเยี่ยงนี้ แต่หลักฐานที่เราเอาไปเป็นอีเมลล์ธรรมดามาก

ก็เลยส่งเมลล์ไปย้ำอีกทีว่า โอนเงินไปแล้วนะ ยังเช็คยอดไม่ได้ก็ไม่เป็นไร

ช่วยมีการตอบรับหน่อย คราวนี้ไม่ถึงห้านาทีก็ตอบกลับมาว่าได้รับเรียบร้อย

ขาดไปเล็กน้อย ประมาณสองหมื่นนิดๆวอน และในเย็นวันนั้นเอง

ก็ได้จดหมายตอบรับแบบเป็นทางการจากซอกังมาทันที

อ้าวพี่ส่งจดหมายให้หนูแล้วก็ไม่บอก ให้หนูร้อนใจแทบตายยย

ส่งเมลล์มาสักนิดให้หนูก็ได้นะคะ!! จบไปอีกหนึ่งภารกิจแบบเพลียๆ

 

เรื่องที่สาม จองหอพัก

เราเลือกห้องพักเป็นโกซีวอน ข้อดีของมันคือ ไม่มีวางเงินประกัน

รวมค่าน้ำค่าไฟ มีมาม่า ข้าว และกิมจิให้

แต่ข้อเสียคือ ห้องมันเล็กมากๆๆ สองสามก้าวก็ทั่วห้องแล้ว

โดยเราสามารถดูพวกโกซีวอนต่างๆได้จากเว็บประมาณนี้

http://www.gosi1.net/

http://www.gosione.net/

ก็เลือกดูหอที่ติดกับมหาวิทยาลัยที่เราเรียน จะได้เดินทางง่ายๆ

แต่เว็บไซต์พวกนี้จะคิดค่านายหน้า เพราะงั้นเราเข้าไปดูเฉยๆว่ามีโกซีวอนอะไรที่น่าสนใจ

แล้วดู contact ว่าบอกเว็บไซต์ไว้หรือเปล่า แล้วก็ติดต่อกับทางโกซีวอนเองดีกว่า

เว็บไซต์โกซีวอนและหอพัก ล้วนแต่เป็นภาษาเกาหลีทั้งนั้น แต่เวลาถามในเมลล์

หรือในหน้ากระทู้เราว่าน่าจะเขียนภาษาอังกฤษได้นะ ในส่วนนี้พี่ปาล์มจัดการ

และช่วยๆกันตัดสินใจเลือกได้ออกมาเป็นที่นี่

http://o2oneroomtel.com/sk/

ได้ห้องมาสามห้อง เป็นวอนรูมมีห้องน้ำในตัว มีหน้าต่างออกนอกตึก 1 ห้อง

และหน้าต่างออกทางเดิน 2 ห้อง ราคาอยู่ที่ 370,000 วอน และ 380,000 วอน ต่อเดือน

ราคานี้ถือว่าไม่แพงถ้าเทียบกับหออื่นๆที่ดูราคามา ถ้ามีห้องน้ำในตัวมักจะสี่แสนอัพ

จากรูปหน้าตาดูดีมากเลย แต่ของจริงก็คงไม่ได้ดีขนาดนั้น

เว็บไซต์ส่วนใหญ่ชอบขยายภาพให้ห้องกว้างๆด้วย แต่โชคดีที่คนดูแลหอที่นี่

พอรู้ว่าเราเป็นต่างชาติ ก็สไกป์ให้ดูห้องของจริงซึ่งสภาพไม่ได้ต่างจากรูปไปมากมายนัก

เราบอกทางนั้นว่าจะอยู่ 1 เดือนไปก่อนแล้วค่อยให้คำตอบว่าจะอยู่ต่อหรือไม่

คือมันต้องได้อยู่จริงๆ ถึงจะรู้ใช่ไหมล่ะว่าดีหรือไม่ดีอะไรยังไง

พร้อมโอนเงินไปจองห้องละ 50,000 วอน คราวนี้ใช้บริการรับจ้างโอนเงินไปเกาหลี

จากคนที่พี่เมกี้รู้จัก เพราะจำนวนเงินไม่เยอะมากเท่าไหร่ สุดท้ายก็มีที่ซุกหัวนอนซะที :)

 

เรื่องที่ 4 เรื่องสุดท้ายของเรื่องมีสาระ คือวีซ่า

และแล้วก็ได้ทำวีซ่าในประเทศไทย ><  มาเกริ่นเบาๆเรื่องวีซ่า กันตัวเองลืมด้วยอ่ะนะ

ปกติคนไทยจะได้สิทธิวีซ่าท่องเที่ยว สามารถอยู่เกาหลีได้ไม่เกิน 90 วัน

เค้าเรียกกันว่า วีซ่า C-3 ซึ่งได้อัตโนมัติไม่ต้องติดต่ออะไรเลย

ใครที่ลงเรียนภาษาคอร์สเดียว มันจะกินเวลาประมาณ 2 เดือนครึ่ง

ก็จะใช้วีซ่าท่องเที่ยวเข้าประเทศไปก็ได้ ไม่ผิดกฏแต่อย่างใด

แต่ถ้าลงเรียนระยะยาว มากกว่าสามเดือนขึ้นไป จะต้องทำวีซ่านักเรียนของประเทศเกาหลี

วีซ่าอายุหกเดือน จะเรียกว่า วีซ่า D-4

วีซ่าอายุ 1 ปี จะเรียกว่า วีซ่า D-2

สำหรับอย่างเราๆที่ไปเรียนภาษา ก็จะทำได้แค่วีซ่าอายุหกเดือน

และต้องสมัครคอร์สเรียนกับมหาวิทยาลัยไปสองคอร์สรวดด้วยถึงจะยื่นได้

หากใครจะเรียนเกินกว่านั้นก็ไปต่ออายุวีซ่าที่เกาหลีได้อีกนะ

หรือที่จริงถ้าใครที่ไม่สะดวกทำที่ไทยก็สามารถไปทำที่เกาหลีได้ โดยเข้าประเทศ

เป็นวีซ่าท่องเที่ยวธรรมดาไปก่อน เรียนๆไปเสียคอร์สนึง แล้วสมัครคอร์สใหม่

จากนั้นก็ค่อยไปยื่นขอวีซ่า D-4 ที่เกาหลีได้เหมือนกัน ต้องเสียค่าธรรมเนียม

ประมาณ 60,000 วอน ถ้าจำไม่ผิดนะ  แต่เราทำที่ไทยเนี่ยล่ะ เพราะมันฟรีจ้า

เอกสารในการขอยื่นวีซ่า เราไม่รู้ของคนอื่นเป็นยังไง แต่อันนี้ของเราเอง

1. เอกสารของทางมหาวิทยาลัยอันได้แก่ ใบที่ไว้สำหรับยื่นวีซ่า เอกสารรับเราเข้าเรียน

และใบเสร็จค่าเล่าเรียน เค้าจะส่งมาให้พร้อมกันทั้งหมดหลังจากจ่ายค่าเล่าเรียนไปแล้ว

2. พาสปอร์ตจริงๆ และสำเนาพาสปอร์ต

3. สำเนาทะเบียนบ้าน

4. ทรานสคริปต์ภาษาอังกฤษตัวจริง

5. สำเนาบัตรประชาชนของผู้ปกครอง

6. สำเนาสมุดธนาคารหน้าแรกกับหน้าสุดท้าย

7. หนังสือรับรองการเงิน ออกโดยธนาคารนะจ้ะ

แบบเดิมกับที่ใช้สมัครเรียนนั่นล่ะ ให้ระบุยอดเป็นดอลลาร์

8. แบบฟอร์มการขอวีซ่า ไปกรอกสดที่สถานทูตเลย

9. รูปถ่ายขนาดสองนิ้ว รูปนึง

ทั้งนี้ทั้งนั้นเราระบุรายละเอียดไปว่า ผู้ที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายคือตัวเอง

และยื่นบัญชีธนาคารตัวเองไป แต่ถ้าใครที่ระบุว่าพ่อแม่จัดการค่าใช้จ่าย

อาจจะต้องมีหลักฐานอื่นๆ อาทิ สำเนาบัตรประชาชนและหนังสือรับรองการทำงานพ่อแม่

หนังสือรับรองการเงินบัญชีพ่อแม่เพิ่มขึ้นมาอีกได้ เมื่อเตรียมเอกสารอันมหาศาลเหล่านี้

แล้วก็นำไปยื่นที่สถานทูตเกาหลี อยู่ใกล้ๆสยามนิรมิต เราเองนั่งรถไฟใต้ดิน

ลงศูนย์วัฒนธรรมออกทางออกที่ 4 แล้วต่อแท็กซี่โลด ไม่ไกลมาก ประมาณสี่สิบบาท

แต่ถ้าเดินก็หัวแดง หน้าดำได้ เวลายื่นตั้งแต่ 8.30 – 10.30 น. ห้ามเลทนะคะ!!!

อยากบอกว่าโชว์โง่ไปเลทแล้วด้วย ผลคือต้องมายื่นใหม่อีกวัน ให้กดบัตรคิว กรอกเอกสาร

รอเรียกให้ยื่น เจ้าหน้าที่จะเช็คๆเอกสารและถามหาอันที่จำเป็นเพิ่ม

ขาดตกตรงไหนก็นำมาให้วันที่สัมภาษณ์ได้ ตรวจสอบเอกสารเสร็จก็นัดวันที่สะดวกสอบ

เราได้วันที่ 13 กุมภานี้ เวลาสัมภาษณ์ก็ 13.30 – 16.30 น.

ตอนนี้ก็ยังไม่ได้สัมภาษณ์เลย ใจตุ้มๆต่อมๆ ไม่ผ่านขึ้นมาทำไงเนี่ย เฮือก!!!

 

เรื่องที่ 5 อัพเดทนัมจา

ยอมรับว่าช่วงนี้ตามน้องบอยเฟรนด์น้อยลงนิดหน่อย เพราะไปดูอีกหลายๆวง 555

กรี้ดกร้าดกับน้องทีนท็อปที่ได้ที่ 1 ในรายการเพลงแล้ว แม้จะแค่วีคเดียว

แต่สำหรับพี่นี่ตื่นเต้นสุดขั้นแล้วนะ และก็ไปกรี้ดกร้าด กับวงเดบิวต์ใหม่ชื่อ B.A.P

เพลงมันเพราะ ฮิบฮอฟ มันเร้าใจ เพื่อนๆหลายคนก็ตกบ่วงวงนี้ไปเป็นที่เรียบร้อย

แต่ยังไงน้องบอยเฟรนด์ก็ยังเป็นอันดับต้นๆในใจพี่นะ อิอิ

อ่อ ตอนนี้บอยเฟรนด์มีรายการเรียลลิตี้ชื่อว่า boyfriend w academy

เป็นรายการที่ฝึกฝนให้ไอดอลเป็นที่รู้จักในระดับ worldwide มีภารกิจให้เรียนภาษาต่างๆ

ฝึกความอดทน (ออกแนวไปฝึกรด. -*-) เจอเพื่อนชาวต่างชาติ มีลงคลิปให้แฟนๆโหวต

โอ้ยมากมายเหลือคณา ทำให้เรารู้ตัวตนของหลานๆได้มากขึ้นจมเชียว 555

นอกจากนี้ที่ไทยกำลังจะจัดการ korean wave music ในวันที่ 7 เมษายน

และหลานก็เป็นหนึ่งรายชื่อศิลปิน ที่ประกาศออกมาแต่แรกๆซะด้วย

เสียดายยยยยยยยยย  อยากดูในไทยจัง

ต่อมาเป็นเรื่องชายนี่ บล็อกของเดือนก่อนเราก็พูดเรื่องการคัมแบ็คชายนี่

มาเดือนนี้ทุกอย่างก็ยังเงียบกริ๊บต่อไป ออกมาสัมภาษณ์ตลอดว่า soon จ้า soon

แต่ก็เงียบมากจ้า ก็เลยทำใจแล้วว่า คัมมะไหร่ก็คัมเต้อะจ้า ไม่ตั้งใจรอแล้วก็ได้ แป่ววว

แต่จู่ๆก็ประกาศละครเพลงเรื่อง catch me if you can  โดยมีน้องคีย์แสดงนำ

 

 

catch me if you can เป็นหนังสือที่เราชอบมาก จำได้ว่าซื้อมาสะสม

ตั้งแต่ออกเป็นเล่มไทยใหม่ๆ แล้วก็ดูภาพยนตร์ที่ลีโอนาโด้เล่นก็ยิ่งชอบ

มาคราวนี้เป็นน้องคีย์ที่จะเดบิวต์เป็นพระเอกละครเวทีด้วย ก็ยิ่งน่าดูขึ้นไปใหญ่ ><

ที่จริงมีจองฮุน ชายยูล คนที่เราเคยชอบเล่นด้วยนะเนี่ย

คือตัวแฟรงค์คีย์จะมีห้าคนเล่นด้วยกันสลับกันไปในแต่ละรอบล่ะ แต่ก็ไม่ไหวแล้วจ้ะ

ซื้อบัตรรอบเดียวชีพก็หาไม่แล้ว ขอโทษนะ จองฮุนนี่ T___T

ตอนนี้ซื้อบัตรทางออนไลน์ไปแล้ว เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป

ตกลงคือไปดูรอบวันที่ 4/4 กับฝ้าย เวลา 4 โมงเย็น (แหม้ เลขสวยไปไหน)

รู้สึกเอนทรี่โพสนี้จะยาวมากแล้ว แล้วจะมาอัพใหม่ในเร็ววัน :)

ปล. เพลงที่ชอบมากช่วงนี้ ของพี่เว่นนนน โปรดักซ์โดยลุงผัก

111231 ก้าวสู่ปี 2012 อย่างมีความสุข

3 Jan

ไม่ได้มาเขียนบล็อกเสียนานเลย ไม่ใช่นานอย่างเดียว นานมากก

แต่ด้วยว่านี่คือวันสุดท้ายของปี 2011 เลยเอาซะหน่อย อิอิ

ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีอะไรเข้ามามากมายเต็มไปหมด

 

ขออัพเดทชีวิตก่อนเลยละกัน

ปลายเดือนที่แล้วจนถึงกลางเดือนได้มีโอกาสไปเป็นสต๊าฟอัดเสียง

โปรแกรมสิริของไอโฟนมากับป้าปุ้ย ต้องนอนโรงแรมกันสิบกว่าวันเลย

ทั้งเหนื่อย กดดัน เครียด ง่วง แต่ก็ สนุกมาก ได้มิตรภาพจากเพื่อนสต๊าฟด้วยกัน

และหัวหน้าทีมอย่างพี่จ๋า พี่เนย รวมทั้งคุณบอส

ที่สำคัญได้สนิทกับป้าปุ้ยมากกว่าเดิมด้วย ^^

และยังได้เงินค่าขนมมาใช้จ่ายกับชีวิตว่างๆ อีกสองเดือน

และนี่คือรูปทีมที่น่ารักของเรา ^^

ปล.พี่เนยเป็นคนถ่ายเลยไม่ได้เห็นในกล้อง แต่รูปนี้มีตาบอสเกาหลีด้วย 55

 

หลังจากทำงานเสร็จก็เลยมาดำเนินเรื่องเรียนต่อ

ระหว่างทำงานนั้นก็ปวดหัวกับการหาสถาบันที่ดีและไม่แพงมาก

โทรคุยกับพี่ปาล์ม ตลอดทั้งคำแนะนำจากพิมและพี่เนย

สุดท้ายเลยได้หัวก้อยออกมาเป็น Sogang University

ตัดสินใจลงเป็นคอร์ส 150 ชม. เรียนจันทร์ถึงศุกร์ สิบโมงถึงบ่ายโมง

ใครสนใจเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://klec.sogang.ac.kr/root/index.php?lang=english

เอ่ยถึงยอนเซ อีฮวา สำหรับเด็กภาษาจะรู้ว่าเน้นด้านแกรมม่า

แต่ถ้าเอ่ยถึงซอกัง จะรู้ในนามสถาบันภาษาที่เน้นเรื่องการพูด

ซึ่งตรงจุดประสงค์หลักของเราพอดี ที่อยากไปเพื่อฝึกทักษะด้านการพูดให้มาก

พอเข้าไปในเว็บ ตามตารางบอกว่าสมัครได้ถึงสิ้้นเดือนมกราคม

ก็เลยลองส่งใบสมัครไปก่อนดีกว่า ลงพร้อมกันไปสองคอร์ส

หลักฐานตอนแรกที่ส่งไปคือ ใบสมัคร(ที่เขียนนานมากยาวแบบเรียงความ)

หน้าพาสปอร์ต และ ทรานสคริปต์

ส่งไปได้แปบเดียว ไม่ทันหิวข้าว ทางสถาบันก็ตอบกลับมาว่า

ขอหลักฐานสเตทเมนท์ที่บอกว่าบัญชีของคุณมีเงินอย่างน้อย 3000 ดอลลาร์

ชิบเป๋งแล้ว!!! เป็นคำแรกที่นึกออก รีบไปปรึกษาป๊าโดยด่วน

ด้วยความอนุเคราะห์จากคุณขจรฤทธิ์ จึงได้เงินแสนมากอดนอนในบัญชี

จากนั้นเราก็ดุ่มไปธ.ไทยพาณิชย์อย่างมุ่งมั่น เอาเงินเข้าบัญชีแล้วก็มารอ

คุยเรื่องขอสเตทเมนท์  อันตัวเราก็ไม่มั่นใจว่าใช้อะไรดี เลยขอคำปรึกษากับพี่พนักงาน

แต่เจ๊แกโหดเกินแม่มาก ไล่ให้ไปถามว่าตกลงเอาหลักฐานแบบไหนกันแน่

ก็เลยถามเค้าว่าสเตทเมนท์ธรรมดาเป็นภาษาอังกฤษได้ไหม เค้าก็ตอบว่าไม่ได้

ก็เลยบอกเค้าว่าแล้วใบรับรองการเงินล่ะ เค้าบอกว่าได้ แต่จะไม่มียอดเงินโชว์ให้รู้นะ

สาลี่ปวดสมองเลย เพราะทางสถาบันอยากได้เห็นเลขในบัญชี แต่เอกสารเป็นภาษาไทย

เค้าก็คงอ่านไม่ออก แต่ถ้าใช้ใบรับรองการเงิน ก็จะได้ภาษาอังกฤษสวยงาม

แต่จะระบุรายละเอียดได้แค่ อายุบัญชี หลักของเงินในบัญชี

ทำพี่พนักงานวุ่นกันทั้งสาขา สุดท้ายเลยได้เอกสารลูกผสมเป็นใบรับรองการเงิน

ที่มีหมายเหตุเป็นระบุยอดเงินนั่นเอง -*- ใช้เวลาทำร่วมสองชั่วโมงแหน่ะ

ขอบคุณพี่ๆพนักงานไทยพาณิชย์ด้วยนะคะ บริการดี ปรึกษาได้ด้วย

ได้เอกสารมาแล้วก็ส่งให้กับทางสถาบัน ตอนนี้เค้าก็ส่งเมลล์มาคอนเฟิร์มแล้ว

ว่ารับเราเข้าเรียน เย้ๆๆๆๆๆ!! จากนี้ก็ไม่เครียด อาจจะรออีกสักพักค่อยโอนเงิน

พออ่านเมลล์คอนเฟิร์มเรื่องเรียนทีไร ก็ตื่นเต้นทุกทีเลย

มันเป็นอารมณ์ประมาณว่า ทุกอย่างมันใกล้เข้ามาเรื่อยแล้วนะ

———————————–

นั่นคือสิ่งที่เขียนไว้ตั้งแต่วันที่ 31 แต่เนื่องจากความเวิ่นเว้อของรายการปลายปี2011

เลยหยุดเขียนไว้แค่นั้นและก็ล่วงเลยมาถึงวันที่3 แล้ว!!!

เรื่องเรียนก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าไปจากวันเดิมล่ะ แต่ก็ต้องสำเหนียกตัวเองเบาๆ

ว่าไปเดือนหน้าแล้วนะ คนที่คอยเตือนเรากลับไม่ใช่ตัวเอง

เป็นป๊ากับหลาที่คอยถามว่าทำอะไร เป็นยังไงมั่งแล้ว ซาบซึ้งใจมาก

อัพเดทเรื่องชายนี่บ้างดีกว่า มีทั้งข่าวที่ปวดใจและดีใจ(?) ในคราวเดียวเลย

ข่าวที่น่าปวดใจก็คือ ข่าว Arena Tour ของชายนี่ที่ญี่ปุ่นในช่วงเมษา – กรกฏา

ตารางตามนี้เลย

APRIL

MAY

JUNE

JULY

cr: http://myjinki.blogspot.com/

ก็แอบดราม่าไปเบาๆ อยากไปก็อยากไป แต่ประกาศกร้าวกับใจตัวเองไว้แล้วว่า

จะไม่ดูชายนี่ที่ญี่ปุ่นเป้นอันขาด ด้วยความงอนส่วนตัว แต่ก็อดน้อยใจไม่ได้อ่ะนะ T^T

 

ข่าวดูเหมือนว่าจะดีต่อมาก็คือ การคัมแบ็คเกาหลีของชายนี่นั่นล่ะ

เพราะช่วงนี้เริ่มมีข่าวลือหนาหูมากกก และกระแสการคัมแบ็คของน้องก็เยอะขึ้นเรื่อยๆ

ตั้งแต่น้องคีย์ออกมาสัมภาษณ์ในรายการหนึ่งว่าใกล้จะคัมแบ็ค

ข่าวการแต่งเพลงให้ชายนี่ของอาจารย์ท่านหนึ่งที่ออกมา

ยังมีข่าวที่นักแต่งเพลงชาวนอร์เวย์มั้งบอกว่าทำเพลงให้ชายนี่อยู่

และมีพีเรียดไทม์ที่จะปล่อยคือ 2012 มากไปกว่านั้นจงฮยอนยังตอบใน UFO

เกริ่นๆถึงเรื่องคัมแบ็คว่าอีกไม่นานนี้อีกด้วย

แต่จะอะไรยังไง ก็คงต้องรอให้ SM เป็นคนมาแถลง แต่ก็นะมัวแต่ไปโปรโมท

น้องใหม่นาม EXO อยู่แน่ๆ

 

ส่วนบอยเฟรนด์ ไม่รู้จะอัพเดทอะไร ฮาาา เพราะงานก็มีมาเรื่อยๆอ่ะ

ตอนนี้ก็โปรโมท แนกา คัลเก อ่อ แล้วก็จะมีอัดกีฬาสีไอดอลในร่มกันล่ะ

สุดท้ายของวันนี้ HNY 2012 ทุกคนที่เข้ามาเผลออ่านนะคะ ^^

ขอคุณพระศรีรัตนตรัยโปรดดลบันดาลให้ปีนี้เป็นปีที่ดีๆของทุกคน

รวมทั้งของข้าพเจ้าด้วย

 

ปล. ขอส่งท้ายช่วงปีใหม่กับเพลงที่เราชอบมากเป็นพิเศษ

white confesion by infinite จ้า

111125 ปฐมบทการตามล่าความฝัน

25 Nov

“การไปเรียนภาษาเกาหลีที่ประเทศเกาหลี”

คาดว่าคำนี้คงเป็นความฝันของคนหลายคน

และส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นแฟนคลับของศิลปินบอยแบนด์เกาหลีนั่นล่ะ

และมันก็เป็นความฝันของตัวเรามาเกือบสองปี

ที่จริง….กว่าที่จะคิดมาเขียนเอนทรี่นี้ได้

เราคิดแล้วคิดอีก ว่าดีหรือไม่ดี เพราะเวลาไปอ่านตามบล็อกคนอื่น

มันจะเป็นแนวว่าตัดสินใจแล้ว บางทีก็ไม่ได้บอกอะไรมากกว่าคำว่า

จะไปเรียนที่ยอนเซ อีวา นู่นนั่นนี่เลย แต่เราก็ตัดสินใจที่จะเขียนไปเป็นเชิงเรียลลิติ้

คือว่า คิดอะไรก็จะบอกผ่านตัวอักษรในตอนนี้ เพราะเมื่อเวลาผ่านไป

เราในอนาคตได้กลับมาอ่าน คงได้เห็นพัฒนาการความคิดของตัวเอง

มันก็น่าสนุกไม่ใช่เหรอ เอาล่ะ เริ่มเลย

ที่มาการตัดสินใจเรื่องเรียน

ตอนเรียนปีสี่ วิชาภาคก็มีน้อยมาก และด้วยความว่าง

ในตอนแรกก็เลยคิดว่าอยากเรียนภาษาญี่ปุ่น  สาลี่ในตอนนั้นเป็นไดแฟนนิวส์ตัวยงมาก

เด็กจิมุโชตัวจริงกระทิงแดง!! แต่ว่า…เวลาเรียนดันติดเรียนก็เลยอดซะได้

และเผอิญเห็นวิชาเกาหลีเนี่ยเวลาได้พอดีแถมถ้าเก็บเป็นวิชาเลือกเสรี ก็เวิร์กนะ

เพราะมีคนบอกว่าเก็บเอไม่ยาก ก็เลยลงแบบฮาๆกับแม่สาวเพื่อนสนิท ชมพลอย

และพอได้เริ่มเรียนก็หลงเสน่ห์ตัวอักษรกลมๆแบบบอกไม่ถูกเหมือนกัน 555

พอปีสี่เทอมสอง อาจเพราะหลงเสน่ห์ ตัวอักษรเกาหลีเข้าจริงๆ

ก็ตัดสินใจลง korean II ทั้งที่ต้องตื่นมาเรียนตอน 8 โมงเช้า

แถมวิชาเลือกเสรีก็ครบแล้วนะแต่โชคดีที่มีพลอยมาเรียนเป็นเพื่อนเหมือนเดิม

ก็เรียนๆโดดๆ เพราะบางทีก็โดดมาทำโปรเจ็ค เลยได้บีมาซะงั้น

(ฉุดเกรดข้าพเจ้าลงอีกแหนะ) หลังจากเรียนจบก็ไม่ได้เรียนอีกพักใหญ่

จนกระทั่งได้กลับมาเรียนอีกครั้งกับเดอะแก๊งค์ตอนต้นปี 2010

จนถึงตอนนี้ความคิดเรื่องเรียนภาษาเกาหลีที่เกาหลี ก็ไม่เคยอยู่ในหัวเลย 

ด้วยความที่คิดว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้

ด้วยปัจจัยอะไรหลายๆอย่างที่เดี๋ยวเราจะเล่าในหัวข้อต่อไป

และพอมาเจอเดอะแก๊งค์ ก็เลยได้เจอกับพี่ปาล์ม หลังจากคุยกับพี่ปาล์ม

ก็ทำให้ได้รู้ว่าพี่ปาล์มอยากไปเรียนภาษาและวางแผนที่จะไปเรียนอยู่พอดี

เป็นการจุดประกายความฝันให้กับเราเลยนะ จากนั้นสิ่งนี้ก็อยู่ในหัวตัวเองมาตลอด

แต่ด้วยทุนทรัพย์ไม่พอ และยังไม่ได้รับความไว้วางใจขนาดนั้นจากที่บ้าน

ก็เลยยังรอมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง…เมื่อสามเดือนก่อนที่ได้รู้ว่าลูกของอาจารย์ที่สนิทกันมาก

ได้ไปเรียนภาษาที่เกาหลีและกลับมาแล้ว จึงตัดสินใจไปพบอาจารย์และพี่นี้ด

และคุยรายละเอียดคร่าวๆมาให้ที่บ้านฟัง และคาดว่าเพราะความน่าเชื่อถือของอ.นาฏยา

ป๊าก็เลยคอนเฟิร์มให้ไปได้ แพลนตอนแรกเป็นช่วงเดือนกันยายนปี 2012

ช่วงนั้นเราเองก็เพิ่งออกจากงานเลยคิดว่าจะหางานทำอีกสักปีก่อนไป

แต่ทุกอย่างก็มีเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้เข้ามาเสมอ

เพราะจู่ๆก็มีเหตุการณ์น้ำท่วมที่วิกฤตมาก

ประกอบกับงานที่ตอนแรกคุยไว้พี่เค้าก็ไม่ทำแล้ว

แต่จะให้ลอยชายใช้เงินไปจนถึงกันยาปีหน้าก็คงไม่ใช่

หรือจะหางานใหม่ในช่วงน้ำท่วมนรกแบบนี้ก็คงยาก 

เลยตัดสินใจที่จะเลื่อนขึ้นมาเป็นไป spring 2012 เลย

สรุปคือมีเวลาเตรียมตัวนับจากวันนี้คือ 4 เดือน!

“เมื่ออยากไปเรียนภาษาที่เกาหลี เราต้องคิดถึงอะไรบ้าง”

 หลังจากที่มาอันยาวยืด ก็จะเริ่มเรื่องที่จะเขียนสักที

วันนี้ที่อยากเขียนก็คือ การไปเรียนภาษาที่เกาหลีเนี่ย แค่คิดเฉยๆก็ใช่ว่าจะไปได้นะ

มันมีปัจจัยอะไรหลายๆอย่างที่เราต้องคำนึงถึงและคิดว่าเรามีมันแล้วหรือยัง

1. เป้าหมายที่ชัดเจน  “การเรียนต้องมาก่อน”

ก่อนที่จะคิดไปเรียน ด้วยที่ตัวเราเองก็เป็นแฟนเกิร์ลมากๆอยู่

แต่ยังไงเป้าหมายของเราก็คือการเรียน แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธหรอกนะว่า

การได้ไปหานัมจาที่เรารัก จะเป็นสิ่งไม่ดี หรือเราไม่ควรไปเลย

เพราะคาดว่าเราก็ไปแน่ๆ มั่นใจมาก!! แต่ไม่ว่าจะอยากไปมากแค่ไหน

ก็อย่าให้การไปดูนัมจามามีอิทธิพลเกินกว่าการเรียน

ให้ไปเท่าที่เวลาอำนวย อันที่จริงเราไม่รู้หรอกว่า พอไปถึงเกาหลี

ความยับยั้งชั่งใจเราจะมีมากแค่ไหน

แต่เมื่อคิดถึงเม็ดเงินที่ตัวเองเก็บหอมรอมริบและเงินที่ทางบ้านสนับสนุน

ความไว้ใจที่เค้ามีกับเรา ยังไงเราก็คงไม่อยากทำให้เค้าเสียใจแน่ๆ

(ห้ามเรียนไม่ผ่านว่างั้น) ^^;;

2. เงินทุน  ”มีพร้อมหรือยัง”

การไปเรียนที่เกาหลีต้องใช้เงินสูงมากเหมือนกัน อาจจะไม่เท่าเรียนอเมริกา

หรืออังกฤษ แต่ก็เป็นประเทศที่ค่าครองชีพค่อนข้างสูงอีกประเทศหนึ่ง

ส่วนตัวเองคือหลังจากลาออกมาก็มีเงินเก็บส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่เยอะหรอก

และเงินส่วนใหญ่ก็คงต้องใช้ของที่บ้านอยู่

หากให้ประมาณการใช้จ่ายแบบประหยัดสุดๆแล้ว

การเรียนปีนึงอย่างต่ำก็ไม่น่าจะต่ำกว่าสี่แสนแน่นอน

เพราะงั้นหากตั้งมั่นจากข้อ 1 แล้วว่าจะไปเรียนก็ให้สำรวจว่า เรามีเงินพอที่จะไปเรียนมั้ย

บางคนก็หวังว่าจะไปหางานทำที่เกาหลีด้วย ซึ่งก็อย่าตั้งความหวังมากเกินไป

ให้คิดในทางลบไว้ด้วยว่า ถ้าหาไม่ได้จริงๆ เราจะทำยังไง

อีกทั้งปัญหาที่สำคัญคือ bank statement ที่ต้องใช้ในการขอวีซ่า

ซึ่งต้องมีมากหลักแสน สรุปคือ คิดเรื่องเงินให้รอบคอบสักนิดก่อนจะตัดสินใจ

3. เปิดใจพ่อแม่และครอบครัว “พวกเค้ายอมรับและสนับสนุนคุณหรือเปล่า”

สำหรับคนอื่นเราไม่รู้ว่ามันสำคัญหรือเปล่า แต่สำหรับตัวเราเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก

และเกี่ยวโยงกับเรื่องเงินทุนอย่างมากอีกด้วย การที่จู่ๆจะให้พ่อแม่ยอมรับว่า

ลูกสาวจะไปเรียนภาษาเกาหลีไกลถึงเกาหลี

ซึ่งภาษานี้ก็ไม่ใช่ภาษาที่สามเหมือนกับจีน หรือ ญี่ปุ่น

เพราะฉะนั้น เราก็ต้องแสดงความมุ่งมั่นมากพอให้กับพ่อแม่ว่า

เราสนใจภาษานี้จริงๆและจะไม่ล้มเลิกกลางคัน

ตัวเราเองกว่าจะให้ป๊าม้ายอมรับว่าสนใจเกาหลีในเชิงภาษาด้วย

ไม่ใช่แค่เชิงชอบไอดอล ก็ใช้เวลานานมากเหมือนกัน ต้องตั้งใจเรียนภาษาเกาหลี

ปีที่แล้วไปสอบ Topik ด้วยนะ ถึงแม้จะไม่ผ่าน 2 ก็ตาม

(อีกไม่กี่คะแนนเอง เสียใจมาจนถึงทุกวันนี้) นอกจากจะเปิดใจเรื่องความานิยมด้านภาษา

ยังต้องแสดงให้เค้าเห็นว่า เราสามารถดูแลตัวเองได้

ซึ่งอันนี้ก็บอกไม่ได้เหมือนกันนะว่าป๊ามองเห็นอะไรในตัวเรา

เด็กผู้ซึ่งไม่เคยอยู่หอเลยตั้งแต่เกิดจากท้องม้ามา =___=

แต่ก็ดีใจมากที่เค้าเห็นว่าเราจะพอดูแลตัวเองได้นะ ^^

4.มีอนาคตรองรับ “จบมาแล้วคิดว่าจะทำอะไร”

ไม่ใช่ว่าคิดจะมาเรียน ก็เรียนๆๆอย่างเดียวแล้วกลับไทยก็ไม่รู้จะทำอะไร

บางทีเราก็ต้องนึกถึงอนาคตไว้บ้าง และนี่เองที่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญ

ที่ทำให้เราคิดหนักเรื่องการจะเรียนต่อภาษาเกาหลี

ปกติแล้ว ถ้าให้เลือกเรียนปริญญาโท กับ ภาษาที่สาม

และถ้าให้หลายๆคนมอง ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ปริญญาโท

ก็ดูมีภาษีดีกว่าอยู่แล้ว แบบไม่ต้องสงสัยเลย

เพราะงั้นถ้าเราตัดสินใจจะเลือกเรียนทางภาษา

เราก็ต้องมีลู่ทางที่จะหางานได้และใช้ความได้เปรียบทางด้านภาษา

ให้ได้มากที่สุด และควรหางานที่ได้ใช้ภาษาเกาหลีที่เรียนมา

เพราะถ้าเราไม่ใช้ อีกหน่อยก็จะลืมมันไป

และการที่เราเสียเงินมาเรียนแพงๆแบบนี้ก็จะเปล่าประโยชน์ไปเลย

ตอนแรก เราก็เครียดว่า เรียนจบเกาหลีกลับมาจะทำอะไร

จะได้งานไหม จะมีงานทางด้านนี้ให้ทำเหรอ แต่ก็ได้พี่นี้ดอีกนั่นแหละ

บอกว่า ไม่ต้องกลัว งานทางด้านนี้หาได้ไม่ยากหรอกนะ

และเพราะพี่นี้ดจบวิศวะเหมือนกัน ก็ทำให้อุ่นใจว่า

มีคนที่คล้ายๆเรา และเลือกเส้นทางชีวิตที่จะเปลี่ยนไปเรียนด้านภาษา

แทนที่จะเรียนต่อยอดจากปริญญาตรีที่จบมาแต่แรก

และสุดท้ายก็ได้งานทำซึ่งเป็นงานที่ได้ใช้ภาษาแบบที่ชอบ

คำพูดพี่นี้ดตอนตอบคำถามนี้กับเราก็คือ

“ถ้าหาไม่ได้จริงๆก็มาหาพี่ คนเรามีสังคมเพื่อนพี่น้องไว้ทำไม?”

ทำให้เรารู้สึกเลยว่า เราโชคดีที่เจอแต่คนดีๆสังคมดีๆในชีวิต

และเลิกกลัวเรื่องหางานไม่ได้ไปเลย

เท่าที่คิดออก ปัจจัยหลักสำหรับเราก็มีเท่านี้ล่ะนะ

อ่านจบก็รู้สึกว่า นี่ตรูเขียนอะไรเวิ่นเว้อได้ขนาดนี้เลยเหรอ ซูฮกตัวเองเบาๆ

เอาล่ะ เอนทรี่หน้าที่เกี่ยวกับเรื่องเรียนต่อ

คงจะเป็นเรื่องการเลือกสถาบันภาษาที่จะเข้าเรียน

ตอนนี้เป็นปัญหาที่น่าปวดหัวระดับชาติของเราเลย

แต่ไม่เกินอาทิตย์ถึงสองอาทิตย์นี้ทุกอย่างคงชัดเจน

ไม่สิ ต้องชัดเจนได้แล้ว แล้วไว้ต่อเอนทรี่หน้าจ้า ^^

111114 เมื่อเด็กน้อยป่วนแฟนคาเฟ และ สวัสดีสาลี่นิม ^^!!

15 Nov

วันนี้นี่มันวันอะไรคะ สติยังคงไม่มีอยู่ล่ะ
ยังคงมึนๆก่งก๊ง หากพิมพ์ผิดหรือเล่าอะไรไปๆมาๆทำไงเนี่ย 555
แต่เอาล่ะ จะเริ่มล่ะนะ

วันนี้เหมือนจะเป็นวันที่เรียบง่ายไม่มีอะไรหวือหวา
เล่นเน็ตไปถึงบ่ายๆเลยลงไปข้างล่างดูทีวีกับป๊าม้า
ระหว่างดูทีวีไปสักพักจนถึงห้าโมงเย็นเศษ เลยเช็คทวิตเตอร์ในมือถือ
ปรากฏว่าน้องจองมินอัพข้อความ ตามนี้ ^^

[From. 정민♡] 오우워우워예압베이베!!!!!!!!!!!!!|

조회 1534 |추천 10 |2011.11.14. 19:05

이게뭐야!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

1등이네요 ?

흐흐흐흐흐흐흐흐흐흐흐흐흐흨ㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋ
ㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋㅋ

아이조아

 BF ♥ BF

ความประมาณว่า อะไรกันเนี่ย ได้ที่1 เหรอ ดีใจจัง
อ่านจบก็รู้แล้วว่าน้องหมายถึงที่โหวตแฟนคาเฟ่ของช่องเอ็มเน็ต
ถ้าได้ผลโหวตเยอะจะได้เล่นสเปเชี่ยลสเตจด้วย
อ่านจบก็จะคอมเมนท์ตามปกติ ก็เอะใจว่า เฮ้ยทำไมคนเม้นเยอะ
ที่ไหนได้ น้องจองมินตอบคอมเมนท์ด้วยคร่าาาา
น้องตอบไปเรื่อยๆเกือบทุกอัน ไม่ได้การล่ะ สาลี่ร้อนรน 55
เลยเดินขึ้นมาเปิดคอม แล้วมานั่งอ่าน ตอนที่เปิดคอมดู
คอมเมนท์ของตัวเองอยู่หน้า 14 แหนะ ก็คิดว่าไงน้องคงไม่ตอบถึงหรอก
ซึ่งก็จริงด้วย น้องตอบไม่ถึง แต่น้องไล่ตอบถึงหน้า 13 แหนะ!!!!
แรกๆน้องจะตอบเยอะเกือบทุกอัน แต่หลังๆก็เลือกตอบบ้าง

แต่ตอนเปิดคอมเนี่ยล่ะก็งงว่าทำไมมีขึ้นหัวข้อแปลกๆเป็น
Re : ชื่อหัวข้อจองมิน
มาดูทีหลัง อ้อ เป็นมีนูมารีพลายหัวข้อจองมิน ตามนี้

[From. 민우♡] Re:오우워우워예압베이베!!!!!!!!!!!!!<<< 쩡미니형!!

조회 1258 |추천 12 |2011.11.14. 19:44

우와!

쩡민형

제 글에도 댓글 달아주면 안돼요??ㅋㅋ

부럽다 ㅠ, ㅠ

★그 모 메신저

마이사람   < 나두 깔아서 폭풍 보내구 싶은데 번호가 없네요 ㅠㅠ

다들 화이팅이에요!!

우리 1등이다  앗싸 ㅇ▽ㅇ

ความประมาณว่า ว้าว จองมินฮยอง
ตอบคอมเมนท์ผมแบบนี้บ้างไม่ได้เหรอ?? คิคิ อิจฉาจัง
ส่วนด้านล่างก็พูดเรื่องผลโหวตที่ได้ที่ 1 เหมือนกัน
ระหว่างนี้ก็ฟินกับจองวูเบาๆ เพราะว่าคู่นี้ชอบป่วนกันตลอดเลย
ไม่ยอมกันสักอย่าง แล้วมีนูจะชอบอิจฉาจองมินตลอดๆๆ
เมื่อวานเพิ่งดูแฟนแคมอันนึง

น้องจะแบบขี้อิจฉา แต่แบบน่ารักๆนะ ><!!

ระหว่างนั้นก็นั่งรอให้จองมินตอบ เผื่อน้องจะตอบ
แต่ก็ไร้วี่แววมากๆ เลยตัดใจไปทำกับข้าว
พอหลังจากทำกับข้าวเปิดทวิต พี่ปาล์มก็บอกว่า ฮยอนซองมาอีกคน
นี่มันอาร้ายก๊านนนนนน เลยรีบเข้าไป จริงๆด้วยล่ะ
ฮยอนซองอัพข้อความ 555 ตามนี้ๆๆๆ

[From. 현성♡] 바톤 터치!!!!!!

조회 1312 |추천 14 |2011.11.14. 20:45

정민이에 이어서 글을쓰게 됐어요~~~ 와우~~~~~~

아…. 슬픈 소식이… 저번주를 마지막으로 이제 팬싸가 끝나다능….ㅜㅜ…..

더하고 싶다능…..

생각을 해보니 어느덧 내여자 손대지마 로 활동한지 5주라는 시간이 지났내요

시간이 참 빠르내요 보이프렌드로 데뷔한지도 6개월도 다 되가고 

하…인생이란 무엇이더냐 시간이 너무 빠르구나….. ㅎㅎㅎㅎㅎ

이제 겨울도 다가왔고 오늘 날씨가 무척이나 쌀쌀하드라고요….

갑자기 눈이 보고싶네요 ㅎㅎㅎㅎ 빨리 눈이 왓으면 좋겟다~~~~

베프 여러분 날씨도 추운데 감기 조심하시고 옷 따뜻하게 입고 다니세요!!!!~~~~~

저는 이만 마무리 지을께요!!!!!

아!!! 댓글은 정민이보다 많이 달아주셔야 돼요!!!!!ㅎㅎㅎㅎㅎ

부탁드립니다 그럼~~~~~~

이만 뿅~!!!!!

คนนี้พิมพ์ยาวมากกก แรกๆก็พูดเกี่ยวว่าโอ้ว ได้มาตอบต่อจากจองมิน
หลังๆก็พูดเรื่องงานแฟนไซน์ทีจบลงแล้ว อยากให้มีอีก
แล้วก็พูดว่าโปรโมตซิงเกิ้ลนี้มาห้าอาทิตย์ เดบิวต์มาหกเดือนแล้ว
น้องดูปรัชญามาก มีพูดถึงชีวิต ถึงเวลาที่ผ่านไปเร็ว
และลงท้ายว่าอากาศหนาว อยากเห็นหิมะตก
ก่อนจบก็อ้อนแฟนๆ อยากได้เมนท์มากกว่าจองมิน
เจ้าเด็กพวกนี้ มันยอมกันได้ซะที่ไหนล่ะเนี่ย /หัวเราะ/
อ่ะ พออ่านจบคราวนี้ก็คิดว่า ไม่มีไรแล้วมั้ง เลยลงไปกินข้าว

กินข้าวเสร็จก็เหมือนเดิมเปิดทวิตเตอร์เช็คไรนิดหน่อย
แล้วก็ กรี้ดดดดดดดดดดดดดดด เมื่อพี่ปาล์มเมนชั่นมาบอกว่า
น้องจองอยู่ในห้องแชทคาเฟ่ เราก็เลยวิ่งไม่คิดชีวิตขึ้นห้อง
รีบเปิดห้องแชท ยอมรับว่าสั่นมาก เข้าไปแล้วก็เจอจริงๆด้วยอ่ะ
ตลอดที่น้องแชทความเร็วของข้อความระดับความเร็วแสงมาก
แต่ส่วนใหญ่จะเป็น เอะอะกันจังเลยนะ 555
มีแต่คนพิมพ์เกาหลีกัน แต่เราก็พิมพ์ช้าไม่ถนัด เลยตัดใจโฟ่อิ้งเถอะ
และแอบแคปรูปตอนที่ข้อความเราติดกับจองมินได้ด้วยล่ะ^__^

สักแปบนึงหน้าแชทก็ค้าง ม่ายนะ ตอนนี้กรีดร้องสุดๆไปเลย
เพราะกลัวว่าถ้าออกไปแล้วจะเข้ามาใหม่ไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ค้างถาวร
เราก็เลยต้องปิดหน้าแล้วเปิดใหม่ พอเข้ามาปุ้บ ยังไม่ทันตั้งตัว
ก็แบบมีคนเขียนตัวโตมากสีแดงแปร้ดว่า “สาลี่นิม อันยองฮาเซโย?”
เราก็เฮ้ย สงสัยไม่พี่ปาล์ม ฝ้าย หรือยุ้ยคงมาแกล้งแน่ๆ
แต่เมื่อเหลือบไปเห็นชื่อแอคเค้าที่พิมพ์มาเท่านั้นล่ะ
ขนลุกซู่ กรีดร้อง จิกหัว กัดหมอน บ้าไปแล้ว
เพราะคนที่พิมพ์ประโยคนั้นคือ น้องจองมิน!!!!!!!!!!!!!!!
อยากบอกว่า แม้แต่แคปรูปเอง ยังแคปไม่ทันเลยจ้า
แต่เพื่อนๆทีแสนดีของเค้าก็แคปไว้ให้ ตามนี้

เพิ่งได้เห็นรูปแคปชัดๆ ใหญ่โฮกมากก =[]=

อารมณ์ตอนนั้นมันตกใจ มือสั่น แล้วนึกในใจว่า
จองมินต้องการอะไรจากพี่คร้าาาา  
ที่จริงตอนรอน้องตอบคอมเม้นในห้องทู บฟ
ก็คิดในใจว่า ตอบพี่เถอะ พี่จะให้แก้วแหวนเงินทอง 55
แต่พออันนี้ถึงไม่ได้ตอบ แค่เรียกชื่อก็ทำให้เพ้อได้แล้วนะจองมินจ๋าาา
หลังจากนั้น ไทม์ไลน์ในทวิตเตอร์ก็ flooding มากๆ
พี่ป้าน้าอา ทุกคนมาแสดงความยินดี ราวกับเค้าได้แต่งงาน อิอิ

พอตอนหลังได้มาอ่าน ก็รู้ว่าน้องอยากจะขอบคุณเบสท์เฟรนที่โหวตให้คาเฟ่
ได้ที่1 น้องอยากจะรอให้ ฟค ครบร้อยแล้วจะพูดสิ่งที่อยากพูด
มันน่ารักตรงที่บางทีน้องพูดไปแล้วปย.นึงอย่าง “ที่โหวตให้พวกเราได้ที่ 1 นั้น”
แล้วเผอิญมีคนหลุดออกไป น้องก็พูดว่า “อ่าวว เหลือ 99″
แล้วก็รอคนเข้ามาต่อ นั่งอ่านไปก็ขำน้องจองไป
และน้องจะพิมพ์สลับกับคำว่า “เอะอะกันจังเลยน้าาา” ไม่ก็ ” ชู่วๆ เงียบๆหน่อยสิ”

วันนี้เป็นวันที่ดีจริงๆ เชียร์แบทซีเกมส์ แบทไทยก็ชนะ
โหลดคอน เอสเอมทาวน์มาดู คิมจงก็หล่อสะบัด
และได้อ่านแฟนคาเฟ่น้องๆบอยเฟรนด์ถึงสามคน
แต่ที่มีความสุขที่สุดคงเป็นการที่น้องจองมินทักเนี่ยล่ะ
น้องอาจไม่ได้ซีเรียส เพราะเห็นว่าก็ทักนูน่าหลายคนอยู่
แต่คนอื่นชื่อเป็นเกาหลีหมดเลย มีแต่เราเนี่ยล่ะที่ชื่ออังกฤษมาเด่นๆ
เอาเป็นว่าถึงตั้งใจไม่ตั้งใจ ก็อยากบอกจองมินว่า
น้องทำให้นูน่าคนนี้มีความสุขมากๆๆ และแน่นอนว่าจะสนับสนุน
บอยเฟรนด์ต่อไปอีกเรื่อยๆอย่างแน่นอน
ที่ขาดไม่ได้ อยากขอบคุณพี่ปาล์ม ถ้าพี่ปาล์มไม่ทวิตเมนชั่นมา
เค้าก็คงไม่รู้และไม่ได้มีโมเมนต์ฟินขนาดนี้ *กอดสามที*

อยากเจอจองมินเร็วๆจัง ใกล้หมดโปรโมต DTMG แล้วสินะ
แล้วจะมีเพลงรองไหม แต่นูน่าเฉยๆกับเพลงจ๋อม จ๋อม จ๋อมมากอ่ะ
หรือจะรีแพ็กเก็ตมะ ( เร็วป้ายยยยยยย)
ว่าแต่ จองมิน รอพี่นะ อีกไม่กี่เดือนเราคงได้เจอกัน ^^

ปล.อ่าวว มันล่วงไว้วันที่ 15 แล้วนี่นา เขินอายยยยยยย

111026 My Life w/ Boyfriend || Second Day

11 Nov

ตื่นนอนปุ้บก็มาเขียนบล็อกปั้บ อิอิ ก็อยากเขียนให้เสร็จในวันป็อกกี้นี่ล่ะน้า

วันที่ 26 ตอนเช้า ป่านก็บอกว่าหลานจะมีซ้อมประมาณสิบโมง
แต่เราเนื่องจากเมื่อคืนก่อนนอนดึกมาก ประมาณตีสามได้
เลยไม่ตื่น ก็เลยคิดว่าเออ เราสละซ้อมเช้าหลานละกัน
ปรากฏว่า พลาดดดด เป็นความเศร้าหนึ่งเดียวในทริป ฮือออ
เพราะว่าหลานออกมาซ้อมช้ากว่าที่คาด คือประมาณสิบเอ็ดโมงกว่า
แถมน้องจองมินยังผูกจุก น่ารักมากๆ ย้ำว่ามากๆด้วยล่ะ
เราก็เลยรีบแต่งตัว แล้วจะโบกแท็กซี่ออกจากบ้าน
แต่แท็กซี่แม่งก็เล่นตัวค่ะ มีเงินเฉยๆก็ขึ้นแท็กซี่ไม่ได้นะคะ!!
สุดท้ายต้องขึ้นสาย 16 ซึ่งโคตรอ้อม ระหว่างนั้นก็โทรหาป่านกับปุ๋ย
ที่ไปถึงแล้ว สองคนก็บอกว่าหลานซ้อมอยู่ อยากบอกว่า
ใจป้าร้าวรานมากก นั่งรถเมลล์ด้วยความเศร้าโศกค่าาา
พอไปถึงหลานก็กลับโรงแรมไปแล้ว T_T แต่ก็ยังโชคดี
ที่ป่านถ่ายแฟนแคมมาให้ เลยยังพอกระชุ่มกระชวยชีวิตนิดนึง

และนี่ก็คือแฟนแคมที่ถ่ายกันมาจ้า

วันนี้มีเพื่อนมาร่วมสมทบมากมาย
ทั้งหมดจะมี ป่าน ปุ้ย ปุ๋ย ยุ้ย กิ๊ก ต๊ะ พี่เล็ก พี่โม ฝ้าย พี่ปาล์ม
ส่วนพี่แคทจะตามมาทีหลังๆ
เราก็เลยไปกินตำนัวกัน แต่กินแบบไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่นะ
สักพักพี่แคทก็ตามมา หอบสาหร่ายห่อโตมาให้ด้วย ^^
แล้วเราก็แยกกันกับทางปุ้ยป่าน เพราะป่านต้องไปอัดรูปแฟนอาร์ต
ที่จะชูให้หลานดู อยากบอกว่า น่ารักมากกกก
และเชื่อว่าหลานจำได้แน่นอน !!!
ส่วนเราแยกมาเพราะจะไปหาพี่จิ้บ เพื่อนชายนี่เวิลด์เหมือนกัน
พี่จิ้บให้บัตรพี่เล็กมาใบนึง และเหลือใบนึง เราก็เลยขอพี่จิ้บเอาไว้
แล้วก็ไปนั่งรอกันที่แม็คพารากอน ก็นั่งคิดกันว่าบัตรพอไหม
แล้วปุ้ยก็บอกว่ามีบัตรส่วนของใหม่ ที่ไม่ได้มา เสียดายแทน Y__Y

สักพักพี่แคทก็พาไปลงทะเบียนเพรส ต้องขอบคุณพี่แคทจริงๆ
ถ้าไม่ได้พี่แคทก็คงไม่เห็นใกล้ขนาดนี้ ซึ้งมากค่ะ
แล้วก็เลยฝากฝ้ายให้ดูเรื่องบัตรต่อให้ด้วย ตอนหลังก็โทรคุย
ฝ้ายบอกว่า ตอนนี้ทุกคนได้เข้าหมดเลย ดีใจและโล่งใจมาก
ตอนแรกที่เข้าไปก็เคว้งๆ พี่แคทเดินไปนั่งคุยกับเพื่อน
ซึ่งมารู้ทีหลังว่า แฟนเถ้าแก่น้อย >< สวยมากๆอ่ะ
แต่การจัดการพื้นที่ของพีดี ห่วยมากค่ะ ย้ำว่าห่วยมาก
มีที่ให้เพรสและวีไอพีแค่สองแถวเก้าอี้ ของเพรสนั้นให้ด้านขวาเวที
ซึ่งที่น้อยมาก และเพรสก็เยอะมาก พอยืนได้สักพัก
ป่านและปุ้ยก็ตามเข้ามา ใจก็ดีใจ แบบมีเพื่อนแล้ววว
ส่วนพี่แคทก็ไปนั่งกับเพื่อน เลยขอตัวมายืนกับป่านปุ้ยถาวรเลย

งานช่วงแรกน่าเบื่อมากๆ ย้ำว่ามากจริงๆ ดีเจก็ฮาแต่ฮาป่วงๆ
แล้วยังดีเจแมนเหมียว ที่เห็นแล้วเพลียสุดๆ
แต่ระหว่างนั้นก็แอบกระชุ่มกระชวยกับพี่นัท และน้องนัททิว
ที่แอบวายกันอย่างชัดเจน ตอนแรกเราก็ไม่รู้เรื่อง
แต่พอป่านเล่าให้ฟัง ก็เลย แอร้ยยยยยยย จริงด้วยอ่า อิอิ
แถมเพลงสุดท้ายร้องเพลงคู่กันด้วย โอ้ว สายตาเธอบ่งบอกมากฮร้า
สักพัก พี่แคทก็เดินมาบอกว่า จะชิ่งไปดูหนังแล้ว ขี้เกียจรอ
ให้เรียกเพื่อนคนอื่นเข้ามาแทนพี่แคท เราก็เลยโทรหาให้ฝ้ายออกมา
สรุปคือ พี่แคทไปดูหนัง และเป็นเราเข้ากับฝ้ายแทน
ตอนนี้เราก็เลยยืนกันสี่คน เป็นเรา ฝ้าย ปุ้ย ป่าน

ระหว่างนั้นก็รอเมื่อยมาก แอบนั่งไปตั้งหลายรอบ
มีตาลุงช่างกล้องที่เป้อันใหญ่เบ้อเร่อ ไม่รู้จะเข้าห้องน้ำบ่อยไปไหน
เข้าๆออกๆ จนเราอดเหวี่ยงไม่ได้ =__=
เวลาล่วงมาจนเกือบจะสองทุ่ม ในทวิตเท่าที่อ่านบอกว่า
หลานจะออกมาตอน สองทุ่มสิบห้า เราก็รอๆๆๆ
สุดท้ายก็เป็นวงทัชที่ออกมาก่อน ทัชเพิร์ฟได้ดีทีเดียว
เสียดายที่เพลงไม่คุ้นหูเท่าไหร่ แต่ก็ทำออกมาได้ดี
มีเอาของมาประมูลด้วย แต่เราก็ไม่ค่อยได้ตั้งใจฟังตอนทอล์ค
ก็มันเมื่อยนี่ ขอโต้ดน้าาาา พอจบ แฟนคลับเด็กๆก็ตะโกนคำว่า บอยเฟรนด์ๆ
เพราะก็รอกันมานานมากแล้ว สักพักหลานๆก็ออกมา ^________^

หลานออกมาเริ่มจากเพลง you’re my lady

นี่แฟนแคมที่ฝ้ายถ่ายมา แต่รวมสองเพลงเลยนะๆ

เป็นเพลงที่โชว์สเต็ปแดนซ์เทพๆแม้แสงจะมืดไปหน่อย
แต่ก็เห็นหลานชัดเจนเลย จบเพลงมีนูก็โบกมือทักทายแฟนๆ
สร้างเสียงกรี้ดดังสนั่นลานพาร์คพารากอนสุดๆ
ต่อมาเป็นเพลงซิงเกิ้ลล่าสุดของหลาน คือ ผู้หญิงฆ่าใครอย่าแตะ
DTMG นั่นเอง และนั่นก็ทำให้สาลี่ตกใจมาก เพราะเสียงอังกอร์
ของเบสเฟรนด์ไทย มันดังมากๆอ่ะ ขนาด DTMG
เพิ่งออกซิงเกิ้ลได้ไม่นานเลย และหลานก็ดูอารมณ์ดีมาก
เต้นไปยิ้มไป ตัวเราเองก็พยายามดูเพิร์ฟ ไม่ได้เจาะจงใครเป็นพิเศษ
พยายามจะดูโดยรวม หลานเต้นพร้อมเพรียง อาจไม่ได้ที่สุด
แต่ก็เป็นวงนึงที่เพิร์ฟดีมากค่ะ ยังเด็กอยู่เลย
เชื่อว่าต่อไปจะพัฒนาได้ดีกว่านี้แน่นอน
เพลงนี้ตอนท่อนแรฟ น้องกวังก็เดินออกมาด้านหน้า
อายคอนแท็คกับแฟนๆและเหล่าป้าๆเบาๆ ฟิน อิอิ

ตามด้วยเพลง You & I

บอกตามตรงว่าเฉยๆกับเพลงนี้ แต่พอดูเพิร์ฟ มันเฮ้ยมากกก
ชอบไลน์การเต้นสุดๆคร่า และอังกอร์ก็ดังกว่า DTMG อีก
แฟนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ ยกนิ้วเลย
เพลงนี้รู้สึกได้ยินแต่เสียงจองมิน กับ ฮยอนซอง
เพลงนี้สาลี่แอบมองเป็นจองมินโฟกัสเบาๆ
คือจองมินบนเวที มันเปล่งประกายออร่ามากเลยค่ะ ><

แล้วก็เหมือนจะมีช่วงทอล์ค ให้หลานเข้าไปซับเหงื่อเบาๆ
แต่สุดท้ายก็ยังไม่ทอล์ค บอกว่าให้เต้นเพลงบอยเฟรนด์เลย

cr: OIL_SINGTO

เพลงนี้ใช้แฟนแคมของคนอื่นล่ะ เพราะว่าฝ้ายถ่ายได้ไม่จบเพลง
อังกอร์ดังที่สุดในบรรดาทุกเพลง แบบกระหื่มอ่ะ
อาจดูเวอร์ๆ แต่ดังจริงๆ บางคนมาอ่านบล็อกก็แบบ
อะไรอีนี่ อังกอร์ดังทุกเพลงเลยเหรอ แต่มันก็เป็นความรู้สึกของเรา
คนเดียวนะ ไม่รู้คนอื่นคิดเหมือนกันไหม ^^

แล้วก็มีช่วงทอล์ค ดีเจพิธีกรก็ไม่ค่อยได้เรื่อง ดีที่ได้พี่บีเป็นล่าม
อะไรๆเลยดูเป็นร่องเป็นรอย หลานเข้าไปพักแปบเดียวก็ออกมา
จองมินี่ออกมาพร้อมจูปาจุ้บ ถ้าจำไม่ผิดนะ หลานก็กินๆ
แล้วก็ส่งให้แฟนคลับด้านหน้า ขออธิบายนิดนึง
มันจะมีแฟนคลับพิเศษของพีดีที่จะได้อยู่โซนหน้าสองด้าน
ซึ่งใกล้กว่าเพรสตรงที่เรายืนอยู่อีกด้วยล่ะ
ก็ออกมาคุยเรื่องน้ำท่วม เรื่องประมูลของ แล้วโพสิชั่นการยิน
จองมินจะอยู่ขวาสุดด้านเราพอดี เสร็จป้าล่ะทีนี้ เรากับปุ้ย
ก็เลยตะโกนเรียก จองมินอา จองมินอา อยู่สองสามรอบ
ระหว่างนั้นเราก็ถือป้ายการ์ตูนเล็กๆของป่านไปด้วยนะ
น้องจองมิน ก็หันมาทางเราสองคน แล้วทำรูปหัวใจให้
จำได้ว่าเรากับปุ้ย กรี้ดสลบ ย้ำว่าสลบ แบบหันมาจับมือกัน
บ้าไปด้วยกันเลย 55555
และพอทอล์คเสร็จระหว่างเดินกลับ แฟนๆด้านหน้าก็ยื่น
จูป้าจุ้บอันเดิมให้จองมิน นางก็รับ ไม่รับเปล่า ยังกินอีกรอบ ><!!
แล้วทำหน้าเจ้าเล่ห์ก่อนส่งกลับให้แฟนคลับ
ป้าแทบสิ้นสติ แอร่กกกกกกกกกกกกกก

แอบมีแฟนแคมช่วงทอล์คนิดนึงที่หลานบอกว่าสู้ๆ
จากฝ้าย คนเดิม

ส่วนอันนี้ป่านถ่ายเป็นตอนเล่นเพิร์ฟเสร็จและน้องจะเข้าไปพัก
ก่อนออกมาอีกรอบ กวังส่งหัวใจวิ๊งวั้ง

หลานก็ออกมาอีกรอบ มีถ่ายรูปบลาๆ แต่ด้วยสต๊าฟเกาหลีน่าจะเร่งมือกันแล้ว
เพราะว่าไฟลท์หลานรอบห้าทุ่มครึ่ง แต่นี่มันสองทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว
พองานจบ หลานก็รีบออกไปเลย น่าจะไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด
แต่ก็ไม่รู้ว่าไปที่ไหน เราก็เลยออกมา แอบไปทักพี่บิ๊กับเฟล่อนแปบนึง
แล้วก็ไปหาแท็กซี่ไปสะวันน่ากัน แท็กซี่หายากมากๆ
เพราะว่าน้ำท่วม และเป็นสยามซึ่งแท็กซี่แถวนี้โคตรเล่นตัว
สรุปก็ได้แท็กซี่สองคน เรานั่งมากับทางป่าน ปุ้ย ต๊ะ กิ้ก
ส่วนเดอะแก๊งค์ไปอีกคัน คันเรานี่เหมือนนั่งกินลมชมวิว มากๆ
กว่าจะไปถึง คันเดอะแก๊งค์ก็ถึงแล้ว และพอเรารวมตัวกันไม่นานหลานก็มา

ดูเวลาประมาณสี่ทุ่มได้ สต๊าฟผู้หญิงคนนึงมาก่อน
และบอกว่า ถ้าพวกเราเรียบร้อย จะให้หลานเดินช้าๆ
แต่พอเอาจริงๆ คนที่นั่งรถตู้ตามมันไม่รู้ไง มันก็แบบรุมๆหลาน
สงสารพี่เค้ามากต้องตะโกนแหกปากคอจะแตก
ส่วนตัวพวกเราคือยืนเรียบร้อยรออยู่
ถือป้ายการ์ตูนป่านอันใหญ่ หลานก็เดินมาอย่างช้าๆ (ในตอนแรกอ่ะนะ)
ดงฮยอนนี่สุดๆอ่ะ เดินเลี้ยวมาแล้วมองที่ป้ายการ์ตูนฝั่งเรา
ซึ่งเป็นรูปของดงฮยอนนั่นแหละ แล้วยิ้มหวานสุดๆ ฟินค่าาา
ส่วนหลานคนอื่นก็เดินปกติ ยิ้มน่ารักปกติ ปิดท้ายด้วยจองมิน
จองมินใส่เสื้อคลุมลายเสือ น่ารักสุดในโลกกว้าง และคล้ายอนยูมากด้วย
ระหว่างนั้น ก็มีแฟนคลับเด็กรุมหลานอยู่ สต๊าฟ ผู้หญิงคนนั้นก็พยายามกัน
แบบต้องเดินถอยหลังน่ะ ก็เลยสะดุดล้มกลิ้ง ดังตึง เสียงดังมากๆ
เพราะพี่เค้าก็ตัวไม่เล็ก จองมินพอได้ยินเสียงก็หันขวับกลับมา
แล้วทำท่าว่าจะยื่นมือไปช่วยสต๊าฟ แต่พี่การ์ดก็ไม่ให้จองไปช่วย
แต่สายตาเป็นห่วงเป็นใยของจองก็ยังคงส่งมาถึงพี่สต๊าฟ
ณ ตอนนั้นอยากสิงร่าง อยากเป็นคนล้ม 55555
แปบนึงพี่สต๊าฟก็ลุก เอามือถือรองเท้าแล้ววิ่งขนาบจองมินเข้าเลาจน์การบินไทยไป

ตอนนั้นทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก พอหลานเข้าเลาจน์
เราก็นั่งประมวลความคิด แล้วก็ยิ่งรัก อีจองมิน
พ่อคุณ พ่อมหาจำเริญ หล่อน่ารัก แถมยังอ่อนโยน เคลิ้มมมมม

นี่เป็นแฟนแคมที่ป่านถ่ายมาได้ ตอนหลังเป็นช็อทจองมินี่แบบชัดเจนมาก

ระหว่างหลานอยู่เลาจน์ ตอนแรกก็ว่าจะไปยืนออๆตรงหน้าเลาจน์
แต่เด็กก็เยอะอีก สุดท้ายเลยเดินไปอีกแถวเช็คอิน เดินไปหาเดอะแก๊งค์
ที่นั่งๆอยู่ตรงนั้น ใจก็คิดว่า พอแล้วล่ะ อิ่มกับหลานมาก
อิ่มทั้งใจทั้งตา จะไม่ดูละ ก็เลยจะมานั่งคุยกับเดอะแก๊งค์
ระหว่างนั้น หลานก็ออกมาจากเลาจน์จะเข้าเกทพอดี
เราก็อือ หยุดและ หยุด หยุดใจไว้ที่เธอ 555 ฝากกระเป๋ากับพี่เล็ก
แล้ววิ่งไปดูน้องทันที เราก็อยู่ตรงเคาน์เตอร์เช็คอินของอีกแถว
คราวนี้โอ้ ฟินยิ่งกว่าฟิน เรียกหลานๆ หลานก็หันมาแล้วโบกมือให้ทุกคน
ย้ำว่าทุกคนจริงๆ ป้าแถวนั้นก็ตายกันไป พอน้องเข้าเกทไป
ก็กลับมานั่งเฉยๆแล้วทรุดฮวบกับพื้นด้วยความระทวย

ใครอ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะรู้สึกว่า ยัยนี่เวอร์ บ้าไปแล้ว
แต่ถ้าได้เจอกับตัวจะรู้ว่า ศลป กลุ่มนี้น่ารักขนาดไหน
และทำไมถึงทำให้เรารักและชอบได้มากขนาดนี้
หลังจากวันนั้น แก๊งค์เราก็ชอบบอยเฟรนด์กันไปเลย
คุยเรื่องบอยเฟรนด์กันได้ทั้งวัน เมื่อก่อนจะเอาแต่คุยกันเรื่องชายนี่
ซึงพักหลังก็ไม่ค่อยมีอะไรสนุกๆของชายนี่มาคุยกันเท่าไหร่
ค่อนข้างจะดราม่ากันมากกว่า แต่พอมาคุยกันเรื่องบอยเฟรนด์
เรายิ้ม และหัวเราะร่วมกันมากกว่าปกติ ^^

สำหรับเราเอง งานคราวนี้ทำให้เราได้เพื่อนใหม่ๆเยอะขึ้น
ได้คุยกับใครหลายๆคนที่อาจแค่ผ่านๆ ไม่รู้จักกัน
ได้พบมิตรภาพที่ดีๆ ทำให้เรามีความสุขมาก
อยากขอบคุณหลานๆ ที่มาสร้างความทรงจำดีๆนี้ให้กับป้า
มาไทยบ่อยๆนะ ได้ข่าวว่าอาจมางานพีดี รีบๆมาก่อนที่ป้าจะไปหานะ
และป้าสัญญาว่าจะไปหาหลานๆถึงถิ่นแน่นอน
(แต่อย่าดังมากจนเอื้อมไม่ถึงซะก่อนล่ะ)
ขอบคุณพี่แคทสำหรับโอกาสดีๆให้ได้เจอน้องด้วยค่ะ
และสุดท้ายขอบคุณเพื่อนๆร่วมการเดินทางทุกคนที่ได้กล่าวแต่ต้น
ถ้าไม่มีเพื่อนๆ มันคงไม่สนุกขนาดนี้ จริงๆนะ

จบด้วยประการฉะนี้ ^^
สุขสันต์วันป็อกกี้เดย์อีกรอบนะจ้ะ

111025 My Life w/ Boyfriend || First Day

11 Nov

การขุดตัวเองเขียนบันทึกแต่ละครั้งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ^^;;
และคราวนี้ก็เหมือนกัน สองอาทิตย์ได้แล้วกว่าจะมาเขียน
ถ้าไม่ได้กลัวตัวเองจะลืม ก็คงไม่เขียนแน่ๆเลยล่ะ 555

แต่ขอบ่นเรื่องงานนี้ก่อนเข้าเรื่องที่ไปตามหน่อยเถอะ
น้องบอยเฟรนด์ของเรามาในงานเปิดตัวของคลื่นวิทยุของพีดี
ที่มีชื่อว่า Pynk FM โดยเค้าจะแจกบัตรอาทิตย์นึงก่อนที่จะจัดงาน
ก็คือช่วงอาทิตย์ประมาณ 20 ตุลาถึง 25 วันก่อนงานเริ่มหนึ่งวัน
แต่เป็นคลื่นที่เห่ยมากกก กติกาการแจกบัตรไม่เคยตรงกันสักช่วงดีเจ
บางคนก็บอกว่า โทรมาหลังสัญญาณสิบสายแรก และ sms สิบข้อความแรก
จะได้สายละสองใบ แต่ดีเจบางคนก็ให้โทรเข้ามาเรื่อยๆเหมือนกับว่า
เค้าจะสุ่มผู้โชคดีอีกที อยากบอกว่า เป็นอาทิตย์ที่ปวดตับกับการหาบัตรมาก
เครียดด้วย เพราะว่าก็ไปกันเยอะอยู่ กลัวจะไม่มีบัตรเข้าไปข้างใน
และพอใกล้วันงานก็มีเพื่อนที่ได้บัตรมาคือ ฝ้าย น้องกิ๊ก และใหม่
ซึ่งที่จริงก็ไม่พอหรอก แต่เราก็ไปตามหาเอาดาบหน้าเอากัน สู้โว้ย!!

เพื่อนร่วมคณะเราในวันแรกนี้ประกอบด้วย
ปุ้ย ป่าน ปุ๋ย ยุ้ย และตัวเราเอง ^__^
หลานบอยเฟรนด์จะมาถึงรอบไฟลท์ประมาณบ่ายโมงได้
เรานัดกันที่แอร์พอร์ตลิ้งเดินทางไปสะวันน่าพร้อมกัน
เราก้ไปถึงล่วงหน้าได้สักพัก และเดินสำรวจรอบๆ
คนมารอหลานกันเยอะมาก เยอะกว่าชายนี่ขามาตอนงาน SM True ด้วย
แต่คงอาจเพราะเป็นเวลาบ่ายและช่วงปิดเทอมของเด็กๆ
แฟนคลับส่วนใหญ่เด็กถึงเด็กมาก ไม่ก็เป็นอาจุมม่า รุ่นเราและสูงวัยไปเลย

หลังจากสำรวจกันมาสักพัก ก็เลยตัดสินใจยืนด้านนอกกัน
เพราะประสบการณ์ช่วงงานชายนี่ เราอยู่ชั้นบน
ได้เห็นเพียงแค่แผ่นหลังน้องไวๆเท่านั้น
เลยคิดว่ายืนด้านนอก แม้จะไกลกว่า แต่ได้เห็นหลานในมุมตรง
ระดับเดียวกัน น่าจะดีกว่า เหล่าแก๊งค์ป้าเลยเดินออกมาด้านนอก
ด้านนอกคนไม่เยอะอย่างที่คิด นับได้ว่าน้อยเลย
ส่วนมากจะเป็นคนที่มีกล้องใหญ่ซูมได้ มีเก้าอี้อะไรเทือกนั้น

สักพักก็มีพี่คนนึง เป็นเมนน้องมีนู ถ้าจำไม่ผิดนะคะ
ก็เดินมาหาป่าน เป็นคนรู้จักของป่านนั่นเอง
พี่เค้าบอกว่า เนี่ยพี่มีแบนเนอร์อันใหญ่ ขนาดความกว้างประมาณเมตรนึง
และยาวสองเมตรกว่าได้ ซึ่งมันใหญ่มากกกกก
พี่เค้าบอกว่าให้เราช่วยถือด้วย เราก็แบบ ได้ค่าๆ ไม่มีไรถือด้วยล่ะ ^^
พอได้เห็นของจริง อยากบอกว่า มันใหญ่มากจริงๆ
ถือกันสี่ห้าคนได้เลย เป็นรูปหลานๆ มีใจความว่า “ยินดีต้อนรับสู่ประเทศไทย”

ยืนรอกันมาสักพัก รอแล้วรอเล่า เริ่มเมื่อย แต่ทันใดนั้น!!
เสียงกรี้ดอย่างบ้าคลั่งก็มาจากด้านใน เท้าก็เลยเขย่งขึ้น ณ บัดดล
เพราะไม่มีคนเบียดคนบัง เราก็เลยไม่ต้องกังวลอะไร
สักพักหลานก็ออกมา เด็กรุมกันเยอะมากเหมือนกัน
คนแรกที่เดินออกมาเป็นจองมิน แต่ตอนนั้นสาลี่เห็นแค่คนด้านหลัง
นั่นคือ ดงฮยอน ขาวผ่องสูงมาแต่ไกล ย้ำว่า มาแต่ไกลจริงๆ
ผ่องมาก ขาวมาก ผิวดีมากกก
ตอนนั้นเราก็พยายามถือแบนเนอร์ให้พี่เค้าไปด้วย
ส่วนป่านก็ถ่ายแฟนแคมไปด้วย ระหว่างที่หลานกำลังจะเข้ารถตู้
น้องจองมิน และ มีนู ก็หันมาเห็นแบนเนอร์ของเราพอดี
และก็โบกมือบ้ายบายให้ นับเป็นความฟินแรกที่เกิดขึ้นในทริปนี้เลย ^^
หลานน่ารัก เฟรนด์ลี่มาก ระหว่างหลานเดินก็เห็นว่า หอบของเต็มสองมือ
คาดว่าคงเป็นแฟนคลับนั่นล่ะที่ยื่นให้ไปเรื่อย 555

และนี่คือแฟนแคมตอนออกจากสนามบิน

หลังจากหลานไปแล้ว เราก็นั่งแท็กซี่กันมาที่ดุสิตธานี โรงแรมที่หลานพักนั่นเอง
นั่งอัพเดทข่าวในทวิต เค้าบอกว่าทางโรงแรมไม่อนุญาตให้เข้าไป
แต่พวกเราก็อยากลองเสี่ยงดู และพอถึง แท็กซี่ก็พาขึ้นชั้นสองเลย
อาจด้วยความเป็นป้า และหน้าแก่ T__T เลยได้เข้าไปข้างใน
เราก็ทำเป็นไปถามราคาห้องเป็นพิธี และก็ไม่มีอะไรทำ
ไม่รู้ด้วยว่าหลานทำอะไรอยู่ ทั้งหมดจึงตัดสินใจไปนั่งเลาจน์กัน
แอบขอบ่นเรื่องเลาจน์นิดนึง
(คนที่หลงเข้ามาอ่านต้องรู้แน่ๆว่านังนี่ขี้บ่น 555)
พอเข้าไป พนักงานก็คงรู้แหละว่าเราไม่ได้ตั้งใจมานั่งเฉยๆ
และมองออกด้วยซ้ำมั้งว่ามาตามศิลปิน ก็เลยต้อนรับเราแบบไม่ค่อยเต็มใจนัก
ตอนแรกเราสั่งแค่สามแก้วมั้งนะ พนักงานก็พูดเสียงแข็งมากว่า คนละดริ๊งค์ค่ะ
เอ้า ไม่บอกเราดีๆล่ะ ก็เซ็งกันไป

ระหว่างนั่งก็กรี้ดเบาๆกับวง Touch ที่เดินฉวัดเฉวียนมากค่า เดินผ่านเลาจน์
เราก็โบกมือ น้องก็โบกตอบ ถึงเราไม่รู้จักก็ฟินได้นะ อิอิอิ
อยากบอกว่าโบกมือกับทัชไปสี่ห้ารอบได้เลยวันนั้น
สักแปบมีเสียงกรี้ดดังมาก แต่ตอนนั้นยุ้ยกับปุ๋ย และปุ้ยไปห้องน้ำ
เหลือแค่เรากับป่าน เราเลยวิ่งไปดู สรุปหลานเดินจากห้องพักไปห้องแถลงข่าว
ก็อดเห็นกันไป T_T  ระหว่างนั้นก็มีเรื่องหงุดหงิดนิดหน่อยคือ
พี่ที่ทำงานเก่าโทรมาคุยเรื่องงาน เราก็เข้าใจว่าเร่ง
เพราะพี่คนที่รับงานไปเค้าน้ำท่วม ติดต่อไม่ได้ แต่อันตัวเราก็อยู่ข้างนอก
รีโมตเข้าไปทำให้ไม่ได้ แบตก็จะหมด ก็ต้องคุยอธิบายงานไปเสียยืดยาว
นั่งกันได้อีกสักพัก ก็ตัดสินใจไปยืนตรงใกล้ๆทางเดินไปห้องแถลงข่าวกัน
เพราะว่านั่งเฉยๆ หากหลานมา มันวิ่งออกไปไม่ทัน

ตรงที่เรายืนคนน้อย หรือแทบไม่มีเลย มีแต่ที่กั้น
แต่พอยืนสักพัก พี่การ์ดโรงแรมก็มาบอกว่า ทางโรงแรมขอพื้นที่ส่วนนี้
ให้เราไปยืนรวมกับกลุ่มแฟนคลับตรงล็อบบี้ด้านหน้าใกล้ๆประตูออก
เราก็เข้าใจแล้วว่าอีกไม่นานหลานต้องเดินผ่านแน่ๆ
เราก็ร้องพาตัวเองไปยืนกับกลุ่มแฟนๆ ซึ่งมีไม่มากนัก
เพราะส่วนใหญ่โดนกันไมให้เข้ามา จึงเหลือแฟนคลับราวๆยี่สิบคนได้

สักพักก็มีเสียงกรี้ดอีกรอบ คราวนี้หลานออกมาจากห้องแถลงข่าวจะกลับห้องพัก
เราตอนนั้นไม่ทันตั้งตัว หลานก็เดินมาบ๊ายบายๆ และสายตาเราก็โฟกัสไปที่มีนูอีกแล้ว
และอีกคนคือกวังมินที่ส่งจูบให้แฟนๆ เป็นโมเม้นท์ชั่วครู่ชั่วยามมาก
แอบเสียใจนิดหน่อยที่ยังไม่ได้มองหน้าน้องจองมิน เมนตัวเองชัดๆสักที
และนี่คือแฟนแคม ฝีมือป่านอีกแล้ววว

และผลจากการที่หลานออกมาครั้งนี้ แฟนคลับที่นั่งอออยู่ด้านหน้าตรงที่เค้าให้รอหลาน
ก็แตกกระพือกัน ป้าๆอย่างเราเลยแทรกกายลงไปยืนปะปนด้านหน้ากับเค้าบ้าง
เพราะเชื่อว่าเดี๋ยวหลานต้องลงมาอีก เพราะกำหนดการคือต้องไปช่วยแพ็คของน้ำท่วม

สักพักตามคาดหลานลงมาอีกรอบ คราวนี้ได้เห็นจองมินชัดๆสมใจ
หลานน่ารัก ผมหยิกน้อยๆเหมือนเจ้าชายอังกฤษ อริ๊งอร้างงงง

ทั้งหมดมุ่งหน้าไปทางห้องแถลงข่าว ดูงงๆก๊งก้ง
สักแปบก็เดินย้อนกลับมา คราวนี้ล่ะเอ้ยยย
มายืนอยู่ด้านหน้าประตูทางออกโรงแรมเลยค่า เหมือนว่าจะยืนรอรถตู้
ก็มีแฟนคลับกลุ่มนึงหลุดออกจากโซนที่เค้าแยกไว้ให้เราได้
ก็ไปออๆหน้าหลาน แต่ก็มีการ์ดกันอยู่นะ หลานยืนอยู่ด้านหน้านานมาก
เราก็ตะโกนว่า จองมินอา จองมินอา ตลอดเวลา หลานน่ารักมากจริงๆ
สายตาเราโฟกัสดงฮยอน และ จองมินเยอะมาก 
ที่โฟกัสดงฮยอนอาจเพราะความขาววิ๊งค์

หลานๆแต่ละคนก็งัดกลเม็ดออกมา วิ๊งบ้าง ส่งหัวใจบ้าง  ตลอดเกือบห้านาทีที่ยืนรอรถตู้
ตอนนั้น ยอมรับว่าไม่รู้ตัวเลยว่าทำอะไรลงไป เท่าที่จำได้คือตะโกนเรียกชื่อหลานๆ
กรี้ดจนเสียงแหบ มองหน้าหลานให้ได้มากที่สุด

จนได้มาเป็นแฟนแคมอันนี้
ปล.แต่มันแนวดงฮยอนโฟกัสมากๆเลยอ่ะ 555

พอหลานออกไป สิ่งที่หลงเหลือคือความฟิน
เดินไปกรีดร้องกับป้าๆที่เหลือ ทุกคนยิ้ม มีความสุข
ฟินาเล่มากๆ แบบหัวเราะราวกับคนบ้า ^^ระหว่างนั้นฝ้ายก็ตามมาสมทบ
แอบเสียดายที่ฝ้ายอดเห็นหลานๆโมเมนท์นั้นมากๆ
เพราะไปซื้อของกินให้เราอยู่ เค้าขอโทษ นะฝ้าย ฮืออออ
และก็ไปกินเอ็มเคกัน ระหว่างกินเอ็มเค อยากบอกว่าไม่รู้รสชาติอาหารเลย
คือความสุขมันค้างขนาดมองสุกี้แล้วหัวเราะ ไม่ใช่แค่ตัวเรา แต่ป้าคนอื่นก็เป็นด้วย
ณ จุดนั้นอยากถามฝ้ายเหมือนกันว่ากลัวพวกเราไหม
/หัวเราะ/
จากนั้นก็เดินกลับไปหาเพื่อนป่านชื่อส้มจี้ด
จี้ดได้ไป ศปภ ไปถ่ายรูปหลานๆแพ็คของ ก็เมาท์ๆกันไป ดูรูปกล้องจี้ดกันไป
และคืนนั้นก็กลับบ้านปุ้บเล่นเน็ตปั้บ จี้ดก็ลงรูปให้ดูทันที น่ารักมากกก
เป็นค่ำคืนที่มีความสุขสุดๆเลยล่ะ

เฮ้อ เล่าเหนื่อย ก็จบวันอย่างมีความสุขจริงๆ
คิดไม่ผิดที่ไปดุสิตธานี เสียค่าดริ๊งค์แพงเหมือนกัน
แต่สิ่งที่ได้รับมันก็มีค่าสุดๆเลย ไม่คิดว่าจะชอบวงอื่นนอกจากชายนี่ได้อีก
เพราะรู้สึกว่าตัวเองทุ่มเทกับเด็กแสงเยอะเหลือเกิน
ก็มีวงนี้แหละที่มาทำให้ใจเต้นอีกครั้ง

พาร์ทต่อไปจะเล่าเรื่องวันงานเปิดคลื่นปิ๊งล่ะ

ปล. อ้ะวันนี้มัน 11/11/11 นี่นา สุขสันต์วันป็อกกี้เดย์ค่าาา
และก็เป็นวันเกิดเทโกชิ ยูยะด้วยล่ะ

110910 SHINee World The 1st Concert in Singapore Pt3 – Final

31 Oct

ในที่สุดก็มาต่อจนจบ เดือนกว่าแล้วอ่ะ เด๋วมันไม่จบคร่าาาาา ^^

จำได้ว่า ณ ตอนนั้นเมื่อยจริงๆ เดินช็อปทั้งวันแถมยังมาคอนเสิร์ตบัตรยืน

ไอ้ผู้หญิงอ้วนๆที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายคนนี้แทบหมดแรงแล้ว

Ring ding dong

และแล้วก็ถึงเพลง Ring ding dong

ด้วยตัวท่าอื่นๆก็ไม่ได้หวือหวากว่าไลฟ์ที่ได้ดูในไทย

แต่ท่อนโซโล่น่ะสิ >< เหมือนเคยบอกตอนต้นๆว่าชอบการเต้นของน้องคีย์

แล้วเพลงนี้ช่วงโซโล่เปิดด้วยน้องคีย์เปิดเสื้อคลุมแล้วเค้าเรียกว่าอะไรล่ะ

ท่าอกกระเพื่อมได้ไหม 55 น้องคีย์เต้นสวยมากกกกกก แบบเปล่งประกาย

ฟีโรโมนกระจายเลยลูก และไลน์เต้นช่วงโซโล่โดยรวมก็เท่ห์มากเชียวล่ะ

บล็อกกิ้งก็เจ๋ง นึกแล้วก็อยากดูอีกรอบชะมัด

Up&down

มันส์กันต่อด้วย up&down เพลงก็บิ้วให้เราเต้นสุดฤทธิ์ เราก็เต้นลืมดูน้อง

แบบตอนนี้ในมโนความคิด จำอะไรเกี่ยวกับเพลงนี้ไม่ค่อยได้เลย ฮือออ

แต่ก็มันส์มาก น้องก็กระโดดไปมาทั่วเวทีทำให้เราก็สนุกไปด้วย

กระโดดมันส์เหมือนกัน

Ready or not

เพลงต่อมาก็มันส์ไม่แพ้กัน ready or not เพลงนี้นี่ อยู่ในมโนมากๆ

แบบจำติดตา โดยไม่ต้องนึกอะไรเลย เพราะมินโฮมายืนข้างหน้า แล้วเผยไหล่ล่ำๆเนียนๆ

แล้วก็กระโดดหมุนตรงท่อนฮุคต่อหน้า คุณพระ!! ทำสาลี่แทบเปลี่ยนเมน ฟินไปเบาๆ

เพลงนี้สนุกมากจริงๆ น้องทุกคนบิ้วอารมณ์คอนให้ดุเดือดเลือดพล่าน

จำได้ว่า คิมจงฮยอนถึงขนาดคุกเข่าลงไปร้อง

ตอนนั้นอีพี่ก็คิดว่า ไอ้เป็ดเอ้ย จะอินอารายขนาดน้านนน 555

แต่บรรยากาศมันมันส์มาก เพราะแบบพอน้องโดด อีพี่ก็โดดไม่ลืมอายุ

พอเพลงจบถึงรู้ว่า ตรูเหนื่อยยยยยย ปวดขาด้วย แต่นะ คอนไม่จบ เราก็ไม่จบ!!!

Lucifer

ก็เคยดูลูซิเฟอร์แล้วจากงานมีตติ้ง แต่มันอยากดูแบบเวอร์คอน ><

แบบที่มีท่อนที่เพิ่มเข้ามา เป็นเพลงที่ดูคนในฮอล์มีส่วนร่วมมากที่สุด อังกอร์กันดังมาก

ถึงแม้ว่าตรงท่อนที่รอคอย น้องๆจะไปโหนสลิงกันไกลปืนเที่ยง แต่ก็ปลื้มปริ่มอยู่ดี

และหันไปทันมองจงโหนสลิง เพราะจงโหนจากด้านเวทีเมนออกไปด้านหน้าอยู่คนเดียว

นอกนั้นไปอยู่ข้างหน้ากันหมด เป็นเพลงที่อลังการจริงๆ สาลี่ตื่นตามากค่ะ

แสงสีเขียวกระจายทั่วฮอล์สวยงามจริงๆ ตอนดูก็แบบว่า

เฮ้ยเราได้มาดูจริงๆแลวนะ ไม่ใช่ดูจากแฟนแคม มันสัมผัสความยิ่งใหญ่ได้จริงๆ

ไม่รู้จะพูดอะไรดี รู้แต่ชอบมากจริงๆ

และแล้วbg ก็ขึ้นว่า shinee world concert แต่ไงซะเราก็รู้ว่ามีอังกอร์แหงมๆ

—————————————Encore Stage—————————————–

บรรยากาศช่วงอังกอร์ไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่อ่ะ

คนในฮอลล์แบบก็ดูอังกอร์แกนๆมากๆ ไอ้เราก็แหกปากชายนี่ซะดัง

นานๆไปก็ชักอึนๆเซ็งๆ ประมาณว่า ช่วยอังกอร์กันหน่อยสิ

ถึงจะรู้ก็เหอะว่าไงซะน้องก็ออกมาอ่ะนะ

ถือว่าเป็นอีกความไม่ประทับใจเท่าไหร่ในคอนครั้งนี้เลยก็ว่าได้

Jojo

แล้วน้องก็ออกมากับเพลง Jojo ซึ่งสาลี่ก็รอคอยดูฉากโฮฮยอน ><!!!!

แต่ก็ไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้นเลย แค่มินโฮจิ้มหัวคิมจงฮยอนอย่างรักใคร่ 55

แต่หลังจากนั้นตอนวิ่งออกไปด้านหน้าแล้ว ฮึ่ย กระจายเลยนะ โฮฮยอน

 แต่ไปอยู่ในมุมที่สาลี่มองไม่เห็น ฮึ่ย เจ็บใจ

อ่อลืมบอกไป น้องก็ออกมาในเสื้อสีฟ้า โดยอีจงตัดแขนอีกแล้วฮะ

โชว์กล้ามชัดๆให้นูน่าเลือดกระฉูด

 Bodyguard

ต่อด้วยเพลง bodyguard อันนี้หนักกว่าเดิมอีกกกก วิ่งกันไปทั่วฮอลล์

แต่ร่าเริงน่ารักไม่ไหวแล้ว เราก็มองจอมอนิเตอร์มีช็อตนึงจงฮยอนสาดน้ำใส่มินโฮไม่ยั้ง

จะเรียกว่าโฮฮยอนได้ไหมมม แบบซัดจนหมดขวดเลย ไอ้เป็ดขี้แกล้งเอ้ย

แล้วก็วิ่งไล่ไปมา แจกลูกบอล น้องคีย์มีจูบลูกบอลด้วย ><

แต่สาลี่ก็เตี้ยเกินจะคว้าลูกบอลมาได้สักลูกอ่ะนะ ฮืออออ

แล้วแฟนๆก็จะโยนพวกของเล่นขึ้นไปตามทางเวที น้องก็จะเลือกอันน่ารักๆมาใส่กัน

น้องคีย์ก็ใส่หมวกชมพูน่ารักๆ คนอื่นก็สลับกัน จำได้เลือนลางมากๆ

และช็อตที่น่ารักอีกช็อตก็คือ เนื่องจากอนยูไม่สบาย

น้องๆเลยไม่มีใครกล้าราดน้ำใส่ คุณจินกิก็เลยสำเร็จโทษตัวเองด้วยการ

ราดน้ำตัวเองซะเลย =__= แกป่วยอยู่น้า พอจบก็มีทอล์คนิดหน่อยประมาณว่า

สนุกกันไหม บลาๆ พวกเราสนุกมาก บลาๆ อะไรประมาณนี้

Hana 

แล้วก็จบด้วยเพลงHana เพลงนี้เรามองน้องคีย์เยอะสุด

เพราะว่ามันมีโปรเจ็ค HBD ด้วยการชูป้ายสีแดงๆ ว่า Happy key day

น้องๆก็ร้องสด เพี้ยนนิดหน่อย ไม่ถือ ^^ แล้วช่วงหลังก็มีช็อตมินคีย์

คือช่วงมินโฮแรฟ พอแรฟเกือบจบมินโฮก็พูดว่า “HBD to you” สำเนียงดีมาก

พร้อมทั้งสาดน้ำใส่น้องคีย์ แต่ก่อนหน้านั้นแปบนึงน่ารักมาก

พอน้องคีย์เห็นว่ามินโฮจะสาดน้ำ ก็ส่ายหัว ดิ๊กๆบอกว่าไม่เอาๆ ไม่เอานะ

แต่ก็ไม่รอดดดดดด มินโฮแม่งเลวแกล้งน้องหญิง 555

แล้วสักแปบก็เป็นท่อนน้องคีย์ ก็ต้องร้องทั้งที่น้ำเต็มหน้าแบบนั้น โถ ><

แปบนึงก็กลับมามองจงต่อ อิอิ หล่อสม่ำเสมอแหละคนๆนี้

ลืมบอกไปว่า ระหว่างเพลงพวกนี้สาลี่ก็ยังอึดชูแบนเนอร์คิมจงฮยอนต่อไป

มันก็จะหันมามองเป็นพักๆด้วยล่ะ ><!!!!

พอตอนจบ ก็มีกระดาษวาวๆลอยขึ้นมาเต็มหมด มันอาจงดงามเวลาถ่ายออกมา

แต่เค้าแอบรำคาญอ่า บดบังทัศนียภาพ =____________=

แล้วน้องก็เดินสายขอบคุณแฟนๆ

ระหว่างนั้นอนก็เดินไปตามทางเดินเก็บหมวกนักบินอวกาศมาใส่ เอิ่ม อีจินกิคะ!!!

น้องก็ตะโกนขอบคุณตลอด แล้วก็หยิบของเล่นตามรายทางมาแต่งตัวอีกครั้ง

เท่าที่จำได้อนจะใส่หมวกแก๊ปนะ ที่ฮาคือ คิมจงฮยอน

มันใส่เป็นหมวกลายตุ๊กตาแล้วเอาแว่นตาว่ายน้ำมาใส่ =[]=

หัวเราะสิ้นสติคร่า น้องคีย์หัวเราะจงดังมากด้วย ก่อนขึ้นมาเวทีเมนหน้าเราอีกครั้ง

Happy Key Day Moment + Ending

จงก็หยิบใบโปรเจ็คที่ HBD คีย์มาด้วย เพื่อมา HBD น้องคีย์กันล่ะค่ะ

น้องก็ทอล์คๆ พี่ล่ามก็แปลไม่ค่อยทัน ประมาณว่าสนุกไหม

แล้วจงก็เป็นคนนำเรื่องวันเกิดคีย์  น้องคีย์ยิ้มน่ารักมากกกกกก

แล้วก็ร่วมกันร้อง HBD กันเป็นภาษาอังกฤษ

ถ้าสาลี่จำไม่ผิด คุณอีจินกิมัวแต่ร้องหอนโอเปร่าอาไรไม่รู้ ซังเททท

คนอื่นเค้าหันไปหาน้องคีย์ ตัวเองหันไปด้านคนดู ไม่สนใจน้องเล้ยยยย

แล้วน้องแทม ก็จับน้องคีย์ (เป็นท่าที่แอบคิดได้อีกก)

ส่วนจงเป็นคนฉีดสายรุ้งหมดกระป๋อง ส่วนมินโฮให้กำลังใจ ๕๕๕๕

แล้ว จงก็พูดว่า “HBD Key I love You”

แฟนๆก็กรี้ด แฟนจงคีย์ก็ฟินตายไปซะ แล้วจงก็บอกว่าให้น้องคีย์พูดอะไรหน่อย

น้องคีย์ก็ขอบคุณทุกคนที่อวยพร ร้องเพลง

แล้วเหมือนจะพูดว่าชายนี่ก็หวังว่าจะได้กลับมาสิงคโปร์อีกครั้ง

แล้วจงก็บอกให้น้องคีย์เต้น อีกสามคนก็บิ้วๆ น้องคีย์ก็เต้นจัดหนักเลยทีเดียว

สะบัดซะ อีพี่หัวใจจะวาย ^^

หลังจากนั้นก็แนะนำสต๊าฟ น้องเหมือนกินยาบ้าเบาๆ

เริ่มด้วยคิมจงที่พูดคำว่า thank you ระรัว น้องคีย์ก็พูดตามมาติดๆ

ต่อด้วยมินโฮ แล้วกลายเป็นแข่งกันหอนเสียงสูงไปได้ยังไง

แต่ที่ฮาคือ คุณอีจินกิก็มาช่วยหอนเบาๆด้วย 5555

และแล้วก็จบคอนโดยสมบูรณ์โดยประการฉะนี้ เอิงเอยยย

จบแล้ว ใครที่มาอ่านถึงนี่แสดงว่าเป็นผู้ที่เก่งมากกก

แต่จริงๆแล้วจุดประสงค์ของที่นี่คือเป็นไดอารี่ของข้าพเจ้าเอง

เลยไม่ได้แคร์ว่าจะมีคนอ่านหรือจะมีใครเมนท์ให้หรือไม่อย่างไร

แต่เป็นการอยากบอกเล่าให้ตัวเองในอนาคตมาอ่าน

เพราะเราคงไม่สามารถจดจำได้ทุกอย่างหรอกใช่ไหมคะ

สำหรับเรา คอนที่สิงคโปร์ครั้งนี้ก็เป็นที่น่าประทับใจมากๆ

เพราะเป็นครั้งแรกของเราสำหรับคอน SHINee

เราประทับใจในตัวน้อง ในความทุ่มเท แม้เวลาจะกระชั้นชิด

แม้แฟนคลับเมืองลอดช่อง เงินหนา จะดูคอนได้ อึนๆ มึนๆ

แต่ด้วยความตื่นเต้นและความชอบในตัวศิลปิน

ก็ทำให้คอนนี้เป็นอีกคอนที่เราจะเก็บไว้ในความทรงจำตลอดไป ……

^
^

ข้อมือใหญ่ป้ายยยยยย

ทั้งนี้ทั้งนั้น อยากขอบคุณพี่ๆเพื่อนๆร่วมทริปทุกคนจริงๆ

ถ้าไม่มีเพื่อนเราคงไม่ได้มีโอกาสวิเศษแบบนี้

ขอบคุณจากใจ ^____^

ปล.เอนทรี่มาเราจะมาเขียนเรื่องการไปตามน้องบอยเฟรนด์แบบเบาๆ

เมื่อวันที่ 25-26 ตค.ที่ผ่านมาในงาน Pynk Opening ล่ะ

111020 วันเหงาๆกับเพลงเศร้าๆ และวิกฤตกรุงเทพธารานคร

20 Oct

วันนี้อยู่บ้านไม่มีอะไรทำ ใจนึงก็เครียดเรื่องน้ำท่วม

น้ำท่วมที่วิกฤตที่สุดเท่าที่สาลี่เกิดมาลืมตาดูโลก

สั่นสะพรึงตลอดเวลาว่าน้ำจะท่วมบ้านเราหรือไม่

อันที่จริงเรื่องน้ำท่วมได้ยินข่าวมาตั้งแต่ประมาณเดือนที่แล้ว

ที่ต่างจังหวัดค่อยๆท่วมกันไปทีละนิดทีละหน่อย

และตอนนั้นภาครัฐก็ไม่ค่อยจะไปสนใจเค้ากันหรอก

ก็นึกว่าน้ำท่วมธรรมดาทุกๆปี แล้วไงล่ะ

พอเริ่มวิกฤต ก็เริ่มปกปิด อันนี้ล่ะที่เราเกลียดที่สุด

นิคมน้อยใหญ่บอกว่า ได้ชัวร์ๆ แล้วไงละคะ

พินาศชัวรแล้วรัฐทำไง ออกมาขอโทษ ร้องไห้ บีบน้ำตา จบ -*-

ไม่เอาล่ะ ไม่อยากว่าให้เสียบล็อกค่ะ

ไงซะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

ตอนนี้เท่าที่ทำได้คือ ระวังตัว ติดตามข่าวสาร และมีสติ

สติเท่านั้นที่จะช่วยเราเนอะ

ตอนบ่ายๆเกิดอยากฟังเพลงนึงขึ้นมาซะอย่างนั้น

เป็นเพลงประกอบละครเกาหลีเก่ากึ้กเรื่องนึชื่อว่า Beautiful days

เคยฉายตอนสี่ทุ่มเสาร์อาทิตย์ทางช่อง3

เพลงชื่อว่า yaksok แปลเป็นภาษาเกาหลีคือ คำสัญญา

เป็นเพลงประจำตัวของพระรองในเรื่องนี้

ตอนละครฉาย เราเองก็บ้ามากๆ ย้ำว่ามาก

ปกติถ้าชอบเพลงอะไรจะฟังเพลงนั้นอยู่เพลงเดียว

แต่พอเบื่อแล้วก็จะเลิกฟังไปเลย

แต่คราวนี้อยากฟังก็เลยหยิบจาก youtube มาฟังอีก

ความหมายมันช่างเศร้าเหลือคณา

ที่จริงไม่ได้เก่งภาษาเกาหลีค่ะ แต่พอ่านออกบ้าง

และพึ่งดิกแน่นอนอยู่แล้วเวลาแปล

แต่ตอนฟัง คือฟังไปอ่านเนื้อร้องเปิดดิกไป ปรากฏว่า อิน

ร้องไห้เฉยเลยอ่ะ!!! ไม่รู้ด้วยความรู้สึกไหน

เลยอยากแปลเพลงนี้มาลงบล็อก

ลองฟังดูนะ

ในนี้มีเป็นซับอังกฤษ แต่ลี่แปลจากเกาหลี อาจบิดเบี้ยวคำไม่เหมือนกันบ้าง

แต่เค้าว่าตัวเองแปลตรงกว่านะ อวยตัวเองซะงั้น 55

Title: 약속(Yaksok) คำสัญญา
Singer: 류 시원(Ryu Shiwon)

늘 곁에 있을 거라고 말할 수 있을까
Neul gyeote isseul georago malhal su isseulkka
พูดได้ไหมว่าจะอยู่ข้างๆฉันตลอดไป

그러기엔 난 너무 부족한데
Geureogien nan neomu bujokhande
ฉันไม่มีอะไรเทียบเธอได้เลยจริงๆ

무책임했던 말로 널 가질 수 있을까
Muchaegimhaetdeon mallo neol gajil su isseulkka
ฉันจะยังมีเธอได้อยู่เหรอ ด้วยคำพูดที่ไร้ความผิดชอบพวกนี้

늦기 전에 널 보내야 할 텐 데
Neutgi jeone neol bonaeya hal ten de
ฉันต้องปล่อยเธอจากไป ก่อนที่มันจะสายเกินไป

오랜 시간에 지친 너를 보면서
Oraen sigane jichin neoreul bomyeonseo
มองเธอที่เหนื่อยล้ามานานแสนนาน

언제나 그래온 것처럼
Eonjena geuraeon geotcheoreom
ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ดูจะเป็นอย่างนั้น

또 다시 널 기다리게 할 수는 없어
TTo dasi neol gidarige hal suneun eopseo
ฉันคงไม่อาจปล่อยเธอให้รอต่อไปได้อีกแล้ว

항상 내 곁에 있어준 넌 아무것도
Hangsang nae gyeote isseojun neon amugeotdo
แม้เธอจะอยู่เคียงข้างฉันตลอดมา

갖지 못한 나의 전부이니까
Gajji mothan naui jeonbuinikka
ก็ไม่สามารถทำอะไรให้เธอได้เลย

나보다, 나보다 좋은 사람 만날 수 있어
Naboda, naboda joheun saram mannal su isseo
เธอสามารถพบใครใหม่ที่ดีกว่า ดีกว่าฉันได้

내가 널 지켜줄 거라는 바보 같은
Naega neol jikyeojul georaneun babo gateun
믿음만 없다면
Mideumman eoptdamyeon
ถ้าไม่มีความเชื่อมั่นที่ช่างโง่งมว่าฉันจะปกป้องเธอไว้ได้

어쩌면 얼마 남지 않았을지도 몰라
Eojjeomyeon eolma namji anhasseuljido molla
บางทีก็ไม่รู้ว่าเวลาของเราเหลืออยู่สักเท่าไหร่

이젠 널 보내줘야 할 것 같아
Ijen neol bonaejwoya hal geot gata
ตอนนี้ฉันควรต้องปล่อยเธอไปเสียแล้ว

내품에 안겨 잠든 너를 바라볼 때면
Nae pume angyeo jamdeun neoreul barabol ttaemyeon
ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่มองเธอที่อยู่ในอ้อมกอดของฉัน

미안한 마음에 목이 메어와
Mianhan maeume mogi maeeowa
ในใจก็เสียใจจนพูดไม่ออก

오랜 시간에 다친 너를 안고서
Oraen sigane dachin neoreul angoseo
เก็บเธอคนที่ปวดร้าวไว้กับตัวมานานแสนนาน

아무렇지 않은 것처럼
Amureochi anheun geotcheoreom
แล้วแสร้งทำเหมือนว่าไม่มีอะไร

또 다시 지킬 수 없는 약속으로
TTo dasi jikil su eopnneun yaksogeuro
ด้วยคำสัญญาที่รักษาไม่ได้ของฉัน

널 붙잡아 둘 수는 없어
Neol butjaba dul suneun eopseo
ก็คงไม่อาจรั้งเธอไว้ได้อีกแล้ว

내게 소중했던 단 하나의 사랑이니까
Naege sojunghaetdeon dan hanaui saranginikka
เพราะนี่เป็นรักที่ล้ำค่าหนึ่งเดียวของฉัน

나보다, 나보다 좋은 사람 만날 수 있어
Naboda, naboda joheun saram mannal su isseo
เธอสามารถพบใครใหม่ที่ดีกว่าฉันได้

늦기 전에 내 곁에서 멀리 떠날 수만 있다면
Neutgi jeone nae gyeoteseo meolli tteonal suman itdamyeon
ก่อนที่มันจะสาย เธอควรจากฉันไปให้ไกล

널 붙잡고 싶지만
Neol butjapgo sipjiman
ถึงจะอยากรั้งเธอเอาไว้

그건 널 위한 게 아니야
Geugeon neol wihan ge aniya
แต่เพื่อเธอแล้วคงทำไม่ได้

지금보다 행복한 널 보고 싶어
Jigeumboda haengbokhan neol bogo sipeo
อยากจะเห็นเธอมีความสุชมากกว่าตอนนี้

지킬 수 없는 약속으로 널 붙잡아 둘 수는 없어
Jikil su eopnneun yaksogeuro neol butjaba dul suneun eopseo
ด้วยคำสัญญาที่รักษาไม่ได้ของฉัน ก็คงไม่อาจรั้งเธอไว้ได้

내게 소중했던 단 하나의 사랑이니까
Naege sojunghaetdeon dan hanaui saranginikka
เพราะนี่เป็นรักที่ล้ำค่าหนึ่งเดียวของฉัน

너보다, 너보다 좋은 사람은 없을 거야
Neoboda, neoboda joheun sarameun eopseul geoya
คนที่ดีกว่าเธอ ดีกว่าเธอคงจะไม่มีอีกแล้ว

가질 수 없는 사랑이 되어 내 게서 멀어질지라도~~
Gajil su eopnneun sarangi doeeo nae geseo meoreojiljirado~~
ถึงเธอจะไปจากฉันและกลายเป็นรักที่ไม่อาจถือครองไว้ได้ก็ตาม

ต้องฟังไปแล้วอ่านเนื้อหาไป ถึงจะอิน

จะมีใครร้องไห้เหมือนเค้าบ้างไหมนะ

เฮ้อ ต้องไปแล้วล่ะ ไปเฝ้าสถานการณ์น้ำท่วมต่อ

ปล. ติดไว้ก่อนสำหรับคอนชายนี่พาร์ท3 แอร่กกกก

110910 SHINee World The 1st Concert in Singapore Pt2

3 Oct

ได้มาต่อสักทีเนอะ มีตั้งสามสิบเพลงแหนะ ><

รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย

แต่ตอนนั้น อยากมองด้วยสายตาตัวเองมากกว่าจริงๆ

เลยมานั่งเสียดายหลังจากจบคอนไปแล้ว

เอาล่ะ ต่อเลยดีกว่า

Romeo Taemin’s Solo

ทำนองเพลง romeo ขึ้นมา เราก็กรี้ดๆ หูดับตับไหม้

สักแปบน้องแทมก็ขึ้นมาจากกลางเวที เดินพริ้วๆ และพอหันหลังให้เราเนี่ยล่ะ

แทบเอามือจิกหัวแทบไม่ทัน แอร่ก ผิวเนียน (หัวเราะ) น้องร้องสดอีกด้วย

เสียงน้องแทมดีมาก ไม่มีหอบอะไรเลยทั้งๆที่เต้นเยอะพอตัวเลยนะ

มีท่อนเต้นโซโล่ด้วย ^^

ตอนนั้นพี่เล็กก็เดินมาและถ่ายแฟนแคมน้องแทมไว้ได้เยอะพอควร

This woman’s work Jonghyun’s Solo

เมื่อโซโล่แทมจบลงและก็ขึ้นดนตรีแปลกๆ

และคุณคิมก็ปรากฏกาย พร้อมเสียงหอนสูงสะบัดเลย

เราก็งง เพลงอะไรคะ หนูไม่รู้ววววว

ตอนแรกหวังว่าจงฮยอนคราวนี้จะเป็นเพลงเกิร์ล แต่ก็ได้แค่หวังนะ -*-

สุดท้ายจึงรู้ว่าเป็นเพลง this woman’s work ของ Maxwell

ที่รุ่นพี่ฮวีซองอันเคารพของจงเคยเอามาร้อง

แต่ ณ โมเมนต์นั้น งงค่ะ เพลงอะไรไม่รู้ กระซิบถามพี่เล็ก พี่เล็กก็แบบ ไม่รู้ว่ะ

แต่อย่างน้อยจงก็ยืนอยู่ด้านหน้าเวที

เลยมองหน้ามันไปจนจบเพลงอย่างฉงนสนเท่ห์ว่า

“แกร้องเพลงอะไร =___= ;;”

ปล. แต่เป็นโซโล่ที่ท่าเยอะจริงอะไรจริง มือพ่อคุณสะบัดตลอดเลย 55

OMG Minho’s Solo

แล้วก็ถึง OMG โซโล่มินโฮ ที่อยากบอกว่า เป็นเพลงที่ ต้องการดูมาก

คืออยากรู้ว่ามัน โอ้มายก็อดจริงมั้ย แล้วพอทำนองขึ้นเท่านั้นล่ะ กรี้ดลั่นฮอลล์เลย

เพลงนี้คนฮัมได้เยอะมากเพราะเป็นเพลงสากล

อันตัวเราก็ช่วยพี่เล็กถือป้ายไฟ ร้องตามและมอง เก็บรายละเอียดให้หมด 555

มินโฮมีตะโกนนอกเพลงบ้าง แต่จำไม่ได้แฮะว่าพูดไรบ้าง แต่ออกแนวบิ้วๆ

เราก็ร้องกัน โอ โอ โอ้ มาย ก็อดดด สนุกมาก เป็นโซโล่ที่เราคิดว่าสนุกที่สุด

มินโฮทำให้พี่สาวคนนี้ ร้อง oh my god จริงๆนะ ><

และตอนจบก็โฮกฮากเบเบ๋ ถึงกับตาค้าง กล้ามเป็นมัดๆ ซิกแพ็คเต็มๆ

แล้วเป็นเพลงที่การ์ด จับกล้องได้เยอะที่สุดเลยด้วย ฟันเฟิม!!!

My first kiss Key’s Solo feat. Taemin

ต่อมาเป็น my first kiss อยากบอกว่าเป็นเพลงที่ตั้งตารอคอยอีกเพลงในคอน

น้องแทมในเรือนใจพี่!!

เสียแต่ว่าคอนนี้เสริมน้อยไปนิดนะคะ หน้าอกหน้าใจน้อยไปหน่อยนะลูก

แต่ท่าก็สะบัดสุดๆ ต้องขอโทษน้องคีย์จริงๆเพลงโซโล่คีย์แต่อีพี่คนนี้มองแต่น้องแทม

แต่ก็เป็นเพลงที่มันส์มากก เราก็ควงแท่งไฟหมุนติ้วๆตามน้อง

น้องฟิลิปปินส์คนข้างๆก็เอาด้วย

แล้วท่ากระโดดๆ ชูมือ ก็กระโดดอย่างไม่สนใจคนรอบข้าง อิอิ

และชอบตอนจะจบ ท่าผลักหัวได้ใจคุณพี่มากค่า

แล้วก็จบโซโล่สี่คนไปอย่างสวยงามและรวดเร็ว

A-yo

อันนี้อับอายมาก คือจำได้ว่าจงฮยอนอยู่อีกด้านของเวที  ฝั่งเพนเอ

เราก็ชะเง้อๆแบบเฮ้ย ไกลจัง บ่นกับพี่เล็ก

พี่เล็กก็เลยบอกว่า แกไม่เห็นเหรอ จินกิอยู่หน้าแกเนี่!!

เพล้งงง!!! รีบหันมามองตรง แล้วแบบ เฮ้ย จินกิอยู่ตรงหน้าจริงๆด้วย

แล้วทำหน้าทำตาน่ารักใส่ เยอะอ่ะตายไปแล้วตอนนั้น จริง ๆนะ><!!!

จินกิแอทแท็คดังโคร้มมม เป็นเพลงที่น้องบิ้วให้เต้นเยอะเหมือนกัน

เราก็เต้นสะบัดเพราะทำนองเพลงมันติดหู

อ่อแล้วจำไม่ผิด มีช่วงหลังๆที่เต้นท่าอะไรกันก็ไม่รู้ก้มๆหมุนๆ

เราก็มองแต่จินกิ เป็นเพลงจินกิแอทแท็คอย่างแท้จริง

แล้วน้องก็หายไปสักพักใหญ่ๆ กลับมาพร้อมเพลงอีกล็อต ^^

Romantic

เริ่มจากRomantic น้องๆนั่งสแตนด์ออกมากัน

และนั่งอยู่อย่างนั้นตลอด เราก็มองจงไปฟังไป

เพลงนี้ไม่ได้มีอะไรหวือหวา ร้องสด มันก็เพราะอยู่แล้วเนอะ

Obsession

ตามด้วย obsession ซึ่งคุณคิมจงแต่ง

แต่พ่อคนนี้ก็ขึ้นเพลงผิดอย่างไม่น่าให้อภัย

เพลงแกไม่ใช่เหรอออ???!!!!

แต่ก็พลาดแค่นั้น หลังจากนั้นคิมจงฮยอนก็เนียนจนจบเพลง

Graze

เป็นเพลงที่ชอบมาก ชอบฟังมาก นั่นคือ graze

เพลงนี้สาลี่ก็ต้องมองมอนิเตอร์ไป

เพราะเป็นเพลงที่เล่นกับเก้าอี้ และไปเล่นซะเวทีหน้า

ลาก่อน ฮือออออ เห็นแต่แผ่นหลังอนๆจงๆตอนที่สองคนนี้ขึ้นสูง T^T

TT^TT หนูมองไม่เห็น

Replay

ต่อมาเป็นเพลงประจำชาติชายนี่ Replay

แล้วอนก็มาอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง แต่สายตาก็มองคิมจงตรงกลางเวทีต่อไป

แต่ๆๆ ท่อน MVP นี่ก็ต้องหันมามองอีจินกิเค้านะ

พอมองก็ได้เรื่อง หลังจากท่อน MVP ข้าพเจ้าก็มองแต่อีจินกิเลยขอรับ

มันมองแล้วเพลิน  xDDDD

Love like oxygen

ต่อด้วย love like oxygen ไลฟ์นี้สาลี่เคยได้ดูเป็นครั้งแรก

แต่ก็ชอบอยู่แล้ว ชอบท่าเต้นที่เต้นกับเก้าอี้ ^^

แต่สำหรับเราก็ไม่ได้หวือหวาอะไรมาก

พอมาตอนนี้ก็เริ่มคิดว่า เฮ้อ หรือว่าจะไม่มีโซโล่ อีจินกิคะ เพราะไม่เห็นวี่แววเลย..

น้องหายไปสักพักจำไม่ผิดจะมีทีเซอร์ที่ร้องไห้โศกาอาดูร

ทำให้เรารู้ว่า อ่อ จะเริ่มเซ็ตเพลงเศร้าเคล้าน้ำตากันแล้วล่ะ

ชายนี่ออกมาในชุดสูทขาว หล่อกระชากใจไปแล้ว

แทบฟังเพลงไม่เป็นเพลง 555

Quasimodo

เริ่มจาก Quasimodo เพลงนี้แอบแว้บมองน้องคีย์นิดนึงจำได้เลย

เพราะน้องขาวเจิด แถมสูทขาวอีก ก็เลยมองเสียเพลิน

แต่สุดท้ายสายตาก็กลับไปยังคิมจงฮยอนอยู่ดี ^^

ช่วงนี้รู้สึกว่าระบบเสียงจะดีแล้ว เพราะร้องสดแล้วเสียงก็ไม่แตกไม่แปร่งแล้ว

ไพเราะที่สุด โดยเฉพาะเสียงอนๆจงๆ

แต่เสียงอนก็แลแหบแปลกๆต่อไป แต่ก็เข้าใจนะว่าน้องไม่สบาย

Life

ต่อด้วย Life เพลงชอบของเราอีกเพลง และอยากฟังสดๆมากเลย

เพราะอย่างเพลงก่อน ก็เคยดูใน มิวซิทมาบ้าง เพลงนี้ก็เพราะสมใจมาก

และจินกิก็มายืนฝั่งเราอีกแล้ว และเมื่อไหร่ที่อีจินกิมายืนหน้าเรา

คิมจงฮยอนก็จะไปยืนอีกด้านที่ห่างไกล =__=

ในท่อนที่จินกิไม่ได้ร้อง จินกิก็จะแอบหลับตา คงเพลีย เห็นแล้วก็สงสารน้อง

เอ๊ะ หรือจะบิ้วอารมณ์ก็ไม่รู้อ่ะ 555 แต่หน้านิ่งมาก หล่อมากด้วย

เก็บเกี่ยวความหล่อเจิดจ้าโอโม่ของอีจินกิต้องเพลงนี้แหละ

และพอจบเพลง อีจินกิก็เดินไปตรงกลางเวที พอเห็นแค่นั้นล่ะ อนยูโซโล่!!!

Nessun dorma Onew’s Solo

จินกิหลับตาร้อง ตอนแรกสาลี่ก็หลับตาฟัง เพลง nessun dorma ที่รอคอย

มันเพราะมาก ฟังไปด้วยใจที่ห่วงว่า น้องจะร้องรอดไหมนะ ไม่สบายอยู่นะ

แต่ตอนนี้ก็แอบเคืองชยาวอลในฮอล์บางคน ที่กรี้ดๆๆ ไม่ฟังเสียงอีจินกิ

แต่เราก็ตั้งสติแล้วฟังต่อไป พอเพลงจบ จินกิไม่เพี้ยนเลย

แล้วน้ำตาเราก็ไหลแบบ เฮ้ย  ตรูได้ฟังสดแล้ว ดีใจ

และก็โล่งใจที่จินกิทำออกมาได้ดีมากๆ มีความสุขมากในเพลงนี้

Child on Island

ต่อมาเป็นเพลงเทวดาน้อยๆชายนี่ Child on Island  ^^

ที่จริงพอรู้แล้วเพราะเห็นเด็กอยู่ตรงหน้าเวที

คนข้างๆก็แบบ เด็กน่ารัก เราก็มองแล้ว อือ ยูกึนน่ารักกว่าอีก

แต่ก็ไม่กล้าพูดอ่ะนะ เด๋วโดนปาดคอ ณ ต่างแดน 555

ตัวเพลงน่ารักมาก สาลี่ยอมรับว่าช่วงแรกๆแอบง่วง

แต่ก็รอดูจินกิกางปีก จินกิออกมาพร้อมปีกใหญ่มาก

มองไม่เห็นหน้าแต่อย่างใด เลยดูเพลงนี้จบไปแบบงงๆ ไม่มีโมเม้นใดๆ

ก่อนขึ้นเพลงต่อไปก็แบบ ปวดขามาก สงสัยเรายืนมานานมากแล้ว

ซึ่งก็เป็นดังคาด จำได้ว่ามองนาฬิกามันเกือบสองทุ่มแล้ว

เดินห้างมาทั้งวัน แล้วมายืนในคอนอีก แต่ก็ยังมีแรงใจยืนต่อไปเพราะผู้ชาย ><

ยังเหลือ เพลงเร็วอีกหนึ่งชุดใหญ่ และช่วงอังกอร์กับโปรเจ็ค Happy Key day

เอาไว้เอนทรี่น่าเนอะ To be continue พูดง่ายๆคือหนูพิมพ์เหนื่อยแล้ว แหะ แหะ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.